วิตามินซี ! ประโยชน์ของวิตามินซีและข้อควรรู้

วิตามินซี

วิตามินซี หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “กรดแอสคอร์บิก (ascorbic acid)” คือ วิตามินที่มีความสำคัญในด้านการป้องกันโรคลักปิดลักเปิดเป็นอย่างมาก และยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากมาย เป็นวิตามินที่หลายๆ คน หรือ คนทุกเพศทุกวัยคงรู้จักกันดีมากกว่าวิตามินชนิดอื่นๆ เนื่องจากวิตามินซี เป็นวิตามินที่มีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งกับคนปกติ ผู้ป่วย เด็ก ผู้ใหญ่ และคนชรา เป็นวิตามินที่ค่อนข้างหาซื้อได้ง่าย และที่สำคัญยังเป็นวิตามินที่ค่อนข้างมีผลกระทบต่อร่างกาย ทั้งในด้านที่เป็นประโยชน์และโทษ หากได้รับ “มากหรือน้อยเกินไป”

วิตามินซี เป็นวิตามินที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก การได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่างๆ ต่อร่างกายเป็นอย่างดี ตรงกันข้าม หากได้รับไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ก็จะส่งผลที่ไม่ดีต่อร่างกายนั้นเอง

แต่ไม่ใช่เพียงเท่านั้น การรับประทานวิตามินซีมากเกินไป ก็อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น การเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิตามินชนิดนี้ จึงได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญและมีประโยชน์ต่อตัวเราเอง และถือได้ว่า เป็นเรื่องที่เหมาะสมที่จะเรียนรู้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว  เพราะฉะนั้นแล้ว เรามากรู้จักกับวิตามินซีให้มากขึ้นกว่าเดิมกันดีกว่า

ประโยชน์ของวิตามินซี

  1. วิตามินซีช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน (collagen) ให้กับร่างกาย ซึ่งคอลลาเจนนี้เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบหนึ่งของกล้ามเนื้อ หลอดเลือด กระดูกและกระดูกอ่อน
  2. ช่วยทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี ไม่หยุดชะงัก โดยเฉพาะกับเด็กและผู้ที่ยังอยู่ในวัยของการเจริญเติบโต
  3. ช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายให้ดียิ่งขึ้น
  4. ช่วยให้เลือดกำเดาไม่ไหลออกง่าย เพราะเส้นเลือดฝอยแข็งแรง
  5. ช่วยให้กระดูกและเล็บแข็งแรง
  6. ช่วยให้ผิวไม่แห้งแตกและเป็นสะเก็ด
  7. ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น
  8. ช่วยให้ไม่ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ข้อเท้าและขาทั้งสองข้าง
  9. ช่วยเสริมสร้างสารสำคัญบางตัวซึ่งมีผลต่อร่างกาย อาทิ อีพิเนฟริน (epinephrine) หรือ อะดรีนาลีน (adrenaline) และ คอร์ติโคสตีรอยด์ (corticosteroids) เป็นต้น
  10. ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่อ่อนเพลีย และไม่เหนื่อยง่าย
  11. ช่วยให้สดชื่น อารมณ์ดี ไม่ซึมเศร้า และไม่หงุดหงิดง่าย
  12. ช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิด หรือ โรคที่มีเลือดออกตามไรฟันนั้นเอง
  13. ช่วยทำให้เหงือกและฟันแข็งแรง ซึ่งตรงกันข้าม หากขาดวิตามินซี ก็จะทำให้เหงือกไม่แข็งแรง อักเสบได้ง่ายซึ่งส่งผลกระทบให้ฟันไม่แข็งแรงไปด้วย
  14. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ที่เกิดขึ้นในร่างกาย
  15. ช่วยให้ผิวสวย ไม่ซีด ไม่แห้ง ไม่มีรอยจ้ำตามผิงหนัง
  16. ป้องกันผิวหน้าไม่ให้เป็นผื่นแดง หรือ มีสิวที่เป็นสีแดง
  17. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคต่างๆ ให้ดีขึ้น
  18. ช่วยลดโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งต่างๆ
  19. ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
  20. ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากทางเดินอาหารได้ดียิ่งขึ้น
  21. ช่วยรักษาและทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง
  22. ช่วยลดอาการของไข้หวัดและทำให้หายจากการเป็นไข้หวัดได้เร็วยิ่งขึ้น

จากที่กล่าวมาในข้างต้นเราก็จะเห็นได้ว่า วิตามินซีมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากร่างกายไม่ได้รับวิตามินชนิดนี้อย่างเพียงพอ ย่อมส่งผลที่ตรงข้ามกับประโยชน์ในข้างต้นนั้นเอง

วิตามินซีได้รับมากเกินไปก็เกิดโทษเช่นกัน

โดยปกติ หากร่างกายได้รับวิตามินซีจากการรับประทานผลไม้และผักนั้น ร่างกายจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ หรืออาจมีผลกระทบน้อยมาก เพราะวิตามินจากผลไม้และผัก ถือว่าเป็น “วิตามินซีชนิดดี” แต่ถ้าเป็นวิตามินในรูปแบบอาหารเสริมหรือวิตามินเม็ด ก็อาจส่งผลต่อร่างกายได้ ดังนี้

  • คลื่นไส้อาเจียน เนื่องจากวิตามินซีไปสร้างความระคายเคืองให้กับกระเพาะอาหาร
  • ไตทำงานหนักขึ้น เพราะวิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ไม่สามารถสะสมได้ในร่างกาย ดังนั้นเมื่อรับประทานมากเกินความต้องการของร่างกาย ก็จะถูกขับออกมาทางไต ซึ่งทำให้ไตต้องทำงานหนักเพื่อขับวิตามินซีส่วนเกินออกไปจากร่างกาย นอกจากนี้อาจก่อให้เกิดเป็นนิ่วที่ไตได้ด้วย
  • ส่งผลกระทบต่อเหงือกและฟัน โดยเฉพาะในเด็ก เพราะวิตามซีส่วนใหญ่จะมีรสเปรี้ยวจากการแต่งรส ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด ทำให้เกิดการกัดกร่อนทำลายเคลือบฝัน ซึ่งส่งผลเสียต่อเหงือกและฟันนั้นเอง

ขาดวิตามินซีแล้วจะเป็นอย่างไร

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่า วิตามินซีเป็นวิตามินที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกาย หากเราขาดวิตามินชนิดนี้แล้ว ก็อาจจะส่งผลต่อร่างกายได้ อาทิ มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง มีอาการเบื่ออาหาร เลือดออกตามไรฟัน เจ็บกระดูก แผลที่เกิดขึ้นหายช้ากว่าปกติ เป็นต้น

นอกจากอาการดังที่กล่าวมาแล้ว การขาดวิตามินซี ก็ยังส่งผลต่อการทำให้ร่างกายอ่อนแอและติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากวิตามินซี เป็นวิตามินที่มีผลต่อการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียต่างๆ

ปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับ

ความต้องการวิตามินซีในแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันออกไป แต่สามารถระบุได้คร่าวๆ โดยใช้เกณฑ์ช่วงวัยและภาวะร่างกายเป็นตัวกำหนดปริมาณความต้องการที่เหมาะสมดังนี้

  • เด็ก ควรได้รับในปริมาณ 30-50 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้ใหญ่ ควรได้รับในปริมาณ 60-90 มิลลิกรัมต่อวัน
  • หญิงตั้งครรภ์หรือหญิงที่อยู่ในระหว่างการให้นมบุตร ควรได้รับในปริมาณ 90-95 กรัมต่อวัน
  • ผู้ที่สูบบุหรี่ ควรได้รับ 95-125 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะการสูบบุหรี่จะไปลดปริมาณของวิตามินซี

แหล่งวิตามินซี

หนึ่งในวิตามินที่ร่างกายของคนเราไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ ก็คือวิตามินซี เพราะฉะนั้น การที่ร่างกายจะได้รับวิตามินชนิดนี้นั้น ก็จะต้องรับประทานเข้าไป หรือนำเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการทางการแพทย์ ซึ่งโดยปกติแล้ว หากร่างกายไม่ได้เป็นโรคอะไรที่มีผลต่อการรับวิตามินซี ก็ให้รับประทานอาหารจำพวก ผลไม้ อาทิ ฝรั่ง ส้ม สตรอเบอรี่ กีวี แคนตาลูป มะม่วง และ องุ่น เป็นต้น

นอกจากผลไม้แล้ว ผักต่างๆ อาทิ มะละกอ มะเขือเทศ มันฝรั่ง บร็อคโคลี่ และผักใบเขียวต่างๆ ก็มีวิตามินซีอยู่เช่นกัน เพราะฉะนั้น หากชีวิตปกติของคุณ รับประทานอาหารจำพวกผลไม้และผักอยู่เป็นประจำแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลว่า ร่างกายจะขาดวิตามินซี

ส่วนวิตามินซีในรูปแบบอาหารเสริมหรือวิตามินเม็ดนั้น ควรอยู่ในการควบคุมของแพทย์ เพราะถือได้ว่า วิตามินซีเป็นยาชนิดหนึ่ง ซึ่งมีผลข้างเคียง หากรับประทานมากเกินไป

วิตามินซี เป็นวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่สามารถสะสมเก็บไว้ในร่างกายได้ ดังนั้นการที่จะทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากวิตามินซีทุกวัน เราจึงต้องรับประทานเข้าไปทุกวันเช่นกัน

สำหรับคนไทยที่รับประทานผักและผลไม้เป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว มักจะไม่ค่อยมีปัญหาการขาดวิตามินซี ตรงกันข้าม คนที่ไม่รับประทานผักและผลไม้ ย่อมมีโอกาสสูงที่จะขาดวิตามินซีค่อนข้างสูง

เพราะฉะนั้น คนที่ขาดวิตามินซี จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำและซื้อวิตามินซีมารับประทาน เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดวิตามินชนิดนี้นั้นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น