วิตามินบี 6

วิตามินบี 6 ! ประโยชน์ และข้อควรรู้ที่เกี่ยวข้อง

วิตามินบี 6

วิตามินบี 6 หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า “ไพริดอกซีน (Pyridoxine)” เป็นหนึ่งในวิตามินที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากกับการผลิตสารสื่อประสาทของร่างกาย ซึ่งสารสื่อประสาทนั้น ก็มีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมากเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น “วิตามินบี 6” จึงเป็นวิตามินที่มีความสำคัญกับร่างกายเหมือนกับวิตามินชนิดอื่นๆ แต่ทว่า วิตามินบี 6 ก็ไม่ได้มีเพียงแค่ประโยชน์เท่านั้น โดยเฉพาะหากเราใช้เป็นอาหารเสริม ก็อาจทำให้มีความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงต่อร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้น จึงควรเรียนรู้และทำความรู้กับมัน (วิตามินบี 6) เพื่อที่จะได้รับประโยชน์ให้มากที่สุดและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ประโยชน์ของวิตามินบี 6

  1. วิตามินบี 6 ช่วยทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารต่างๆ ได้ดีขึ้น อาทิ โปรตีนและไขมัน ซึ่งวิตามินบี 6 จะไปช่วยในการเปลี่ยนรูปทริปโตเแฟน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่สำคัญของร่างกายให้เป็นไนอะซิน
  2. ช่วยเสริมสร้างกรดต่างๆ ในร่างกาย อาทิ กรดนิวคลิอิก ซึ่งเป็นกรดที่ช่วยในการชะลอภาวะความชรา หรือง่ายๆ เลย คือ วิตามินบี 6 จะช่วยทำให้แก่ช้าลงนั้นเอง
  3. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ด้วย อาทิ ช่วยป้องกันเกิดนิ่วในไต ช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทและผิวหนัง ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง เป็นต้น
  4. ช่วยลดการอักเสบต่างๆ อาทิ การอักเสบของผิวหนังที่เกิดขึ้นจากการอักเสบของต่อมไขมัน (เซ็บเดิร์ม) การอักเสบของลิ้น เป็นต้น
  5. ช่วยลดอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย อาทิ อาการปากแห้งและปัญหาที่เกี่ยวกับการปัสสาวะ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการรับประทานยาต้านอาการซึมเศร้า นอกจากนี้ วิตามินบี 6 ยังช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อในเวลากลางคืน การเป็นตะคริว มือชา และอาการที่เกี่ยวกับการอักเสบของปลายประสาทบางชนิด
  6. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ อันเป็นผลมาจากการที่วิตามินบี 6 ทำงานร่วมกันกับกรดโฟลิก จึงทำให้สามารถช่วยลดระดับกรดแอมิโนโฮโมซิสเทออีนในกระแสเลือดลงได้ ซึ่งทำให้ความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจน้อยลง
  7. นอกจากนี้ประโยชน์ในข้างต้นแล้ว วิตามินบี 6 ยังช่วยลดอาการคลื่นไส้และยังเป็นยาขับปัสสาวะตามธรรมชาติอีกด้วย

แหล่งวิตามินบี 6

วิตามินบี 6 ก็เป็นวิตามินที่มีอยู่ตามธรรมชาติเหมือนกับวิตามินชนิดอื่นๆ ซึ่งพบได้ในอาหารหลากหลายชนิดด้วยกัน อาทิ กลุ่มอาหารจำพวกธัญพืช ผักและผลไม้ อาทิ แครอท อะโวคาโด ผักโขม กล้วย ถั่ว มันฝรั่ง และยังพบได้ในกลุ่มอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ตับ ไข่ ปลา นม และอาหารที่เกิดจากการจากนม อาทิ ชีส เป็นต้น

ปริมาณที่ควรได้รับ

โดยปกติแล้ว หากไม่ได้ป่วยจนถึงขั้นต้องใช้วิตามินบี 6 ก็ควรรับวิตามินจากอาหารที่รับประทานจะเป็นการดีที่สุด แต่สำหรับผู้ป่วยหรือร่างกายมีความต้องการวิตามินบี 6 ก็ควรทำการปรึกษาแพทย์และใช้วิตามินบี 6 ตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยหรือผู้ที่จำเป็นต้องใช้วิตามินบี 6 จะมีการใช้ในปริมาณที่ต่างกันไปดังนี้

  1. ผู้ที่ตั้งครรภ์ที่มีอายุระหว่าง 14-18 ปี ใช้ได้ไม่เกิน 80 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนผู้ที่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป ใช้ได้ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน
  2. ในเด็กอายุ 12 เดือนขึ้นไปที่เป็นภูมิแพ้ ให้รับประทานไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์
  3. สำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง ให้รับประทานวิตามินบี 6 พร้อมกับธาตุเหล็กและวิตามินรวม เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยรับประทานไม่เกิน 25 มิลลิกรัมต่อวัน
  4. ในผู้ป่วยที่มีอาการชักที่เกิดจากการเป็นไข้ ให้รับประทานต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 12 เดือน โดยในแต่ละวันให้รับประทาน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 20 มิลลิกรัม
  5. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและมีระดับโฮโมซีสเตอีนสูง ควรรับประทานไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อวัน

นอกจากที่กล่าวมานั้น ผู้ป่วยในอีกหลายๆ โรค ที่ต้องใช้วิตามินบี 6 ก็จะต้องรับประทานวิตามินบี 6 ในปริมาณและระยะเวลาที่ต่างกันออกไป ซึ่งขึ้นกับวินิจฉัยทางการแพทย์ว่า ควรได้รับวิตามินบี 6 ในจำนวนเท่าใดและใช้เวลานานเพียงใด ถึงจะเพียงพอและสามารถกลับมารับประทานวิตามินบี 6 ตามธรรมชาติเหมือนคนปกติทั่วไปได้

ข้อควรรู้ในการใช้วิตามินบี 6

การที่ร่างกายของคนเราได้รับวิตามินบี 6 จากอาหารตามธรรมชาตินั้น ย่อมมีความเสี่ยงในการได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากผลเสียของวิตามินบี 6 น้อยมาก แต่ทว่า ก็มีการใช้วิตามินบี 6 ในรูปของยาและอาหารเสริม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง ดังนั้น คุณจึงควรรู้ไว้ด้วยว่า ควรใช้วิตามินบี 6 อย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และควรทำอย่างไร หากเกิดผลกระทบกับร่างกายขึ้นจากการใช้วิตามินบี 6

  1. ใช้วิตามินบี 6 ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น ทั้งในเรื่องของปริมาณและระยะเวลาที่ใช้ ซึ่งหากมีข้อสงสัยใดๆ ก็ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรทันที ก่อนที่คุณจะใช้วิตามินบี 6 เพราะการใช้ในปริมาณที่มากเกินไปและติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการปวดเส้นประเสทและอาจทำให้เกิดอาการชักได้ด้วย ซึ่งต้องระมัดระวังในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง
  2. วิตามินบี 6 ที่ยี่ห้อต่างกัน ก็มีวิธีใช้หรือปริมาณในการใช้ที่ต่างกัน ดังนั้น การใช้วิตามินบี 6 ยี่ห้อใดก็แล้วแต่ โดยเฉพาะ หากมีการเปลี่ยนยี่ห้อที่ใช้อยู่เดิม ควรทำการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้งที่มีการเปลี่ยน ไม่ควรทำการเปลี่ยนยี่ห้อที่ใช้แล้วใช้แบบเดิมเป็นอันขาด
  3. ในการรับประทานวิตามินบี 6 นั้น ควรรับประทานพร้อมกับการรับประทานอาหารหรือหลังอาหารทันที หากลืมรับประทานก็ไม่ควรเพิ่มปริมาณในครั้งต่อไปเป็นอันขาด เพราะอาจจะทำให้ได้รับวิตามินบี 6 มากเกินไปในครั้งนั้นได้ และทางที่ดีที่สุด ควรรับประทานตามที่แพทย์สั่งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
  4. หากมีอาการป่วยที่ต้องใช้วิตามินบี 6 แต่กลับมีอาการแย่ลงเมื่อใช้ ควรทำการแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบทันที เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่นๆ ได้

จะเห็นได้ว่า วิตามินบี 6 เป็นวิตามินที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกายไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากร่างกายขาดวิตามินบี 6 แล้วละก็ ก็อาจจะส่งผลมากมายที่ตรงกันข้ามกับประโยชน์ดังที่ได้กล่าวมา แต่ทว่า ก็ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเพียงเท่านั้น ไม่ใช่เห็นว่ามันมีประโยชน์แล้วจะซื้อวิตามินบี 6 มาบริโภคเป็นว่าเล่น เพราะการได้รับวิตามินบี 6 มากเกินความต้องการของร่างกาย ก็มีความเสี่ยงหรืออาการข้างเคียงเช่นกัน อาทิ อาการชา และถ้าแพ้วิตามินบี 6 ด้วยแล้วละก็ อาจทำให้เป็นลมพิษ หายใจได้ลำบาก หน้าบวมและปากบวมได้ด้วย