วิตามินเอ ! ประโยชน์ของวิตามินเอและข้อควรรู้

วิตามินเอ

วิตามินเอ เป็นวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับดวงตา ซึ่งถ้าได้รับวิตามินเอไม่เพียงพอ ก็ย่อมส่งผลต่อการทำงานของดวงตาเป็นอย่างมากเช่นกัน แต่ก็ใช่ว่าจะมีเพียงแต่ประโยชน์เท่านั้น หากได้รับวิตามินเอมากเกินไปหรือเกินความจำเป็นต่อร่างกาย ก็อาจจะทำให้เกิดโทษกับร่างกายได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นการศึกษาถึงประโยชน์และข้อควรรู้ต่างๆ เกี่ยวกับวิตามินเอให้มากขึ้น ก็ย่อมดีกว่าการรู้เพียงเล็กน้อยหรือไม่รู้อะไรเลย

วิตามินเอ เป็นวิตามินที่มีประโยชน์ต่อดวงตาเป็นอย่างมาก และก็ยังมีประโยชน์ต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกายอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นวิตามินที่เราสามารถเข้าถึงหรือหารับประทานได้ง่าย เพราะเป็นวิตามินที่มีอยู่ในอาหารหลากหลายชนิดที่เรารับประทานในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่กระนั้นก็ยังมีบางคนที่เลือกรับประทานเฉพาะที่ตัวเองชอบ จนทำให้ขาดวิตามินเอ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับผลกระทบจากการขาดวิตามินชนิดนี้ เราก็ควรรู้ถึงประโยชน์และข้อควรรู้ต่างๆ และนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับชีวิตประจำวันของเรา

ประโยชน์ของวิตามินเอ

  1. วิตามินเอช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นปกติ โดยเฉพาะกับระบบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับดวงตา
  2. ช่วยให้ร่างกายขับน้ำเมือกสำหรับที่จะทำการหล่อเลี้ยงเยื่อบุต่างๆ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับเยื่อบุนัยน์ตา ปาก ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และทางเดินปัสสาวะ
  3. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย ป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะที่นัยน์ตา ทางเดินหายใจ โพรงจมูก ปอด และทางเดินปัสสาวะ
  4. วิตามินเอช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคตาฝาง หรือ อาการตาบอดเวลากลางคืน (เป็นอาการที่สายตาจะมองไม่ชัดหรืออาจมองไม่เห็นในช่วงเวลากลางคืน หรือ ในพื้นที่ที่มีแสงน้อย ขมุกขมัว)
  5. ช่วยให้สายตาปรับตัวได้รวดเร็วในเวลาที่อยู่ในที่มืดแล้วมาเจอที่สว่าง หรือ อยู่ในที่สว่างแล้วมาเจอที่มืด
  6. ช่วยให้ตาสู้แสง ไม่แสบตาง่าย โดยเฉพาะในเวลากลางวันที่มีแสงสว่างค่อนข้างมาก
  7. ช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบการทำงานของดวงตา ซึ่งอาจทำให้ตาบอดได้
  8. ช่วยเสริมสร้างเยื่อบุต่างๆ ของร่างกายและป้องกันไม่ให้เสื่อมโทรม หรือ หมดประสิทธิภาพ
  9. วิตามินเอช่วยป้องกันไม่ให้ผิวหนังแห้งหยาบและเป็นเกล็ด อันเนื่องมาจากเยื้อบุที่แข็งตัวไปอุดต่อมไขมันที่รูขุมขน ทำให้รูขุมขนมีลักษณะนูนเป็นเม็ดแข็งขึ้นมาเป็นกลุ่มๆ แถวหน้าแขน ต้นขา หัวไหล่ หลัง ท้อง และที่ก้น ซึ่งลักษณะอาการดังกล่าวเรียกว่า “หนังคางคง”
  10. ช่วยให้ผิวสวย ชุ่มชื้น เรียบเนียน ไม่แตกลาย และยังช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวกับผิวหนังได้อีกด้วย
  11. จะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกายให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ชุดชะงัก โดยเฉพาะกับเด็กและผู้ที่ยังอยู่ในวัยของการเจริญเติบโต

จากที่ได้กล่าวมาในข้างต้นเราก็จะเห็นได้ว่า วิตามินเอนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากร่างกายไม่ได้รับวิตามินชนิดนี้อย่างเพียงพอ ย่อมจะส่งผลที่ตรงกันข้ามกับประโยชน์ที่ได้กล่าวมาในข้างต้นนั้นเอง

ข้อควรรู้ต่างๆ เกี่ยวกับวิตามินเอ

  1. วิตามินเอเป็นวิตามินชนิดที่ละลายในไขมัน ดังนั้นถ้าหากร่างกายขาดซึ่งไขมัน ก็ย่อมทำให้เกิดโอกาสสูงขึ้นที่ร่างกายจะขาดวิตามินชนิดนี้ไปด้วย
  2. วิตามินชนิดนี้มีอยู่ 2 ลักษณะ หรือ 2 ประเภท คือ วิตามินเอแท้ และ แคโรทีน (carotene)
  3. แคโรทีน คือ สารตั้งต้นที่ร่างกายจะทำการดูดซึมที่บริเวณผนังลำไส้และตับ แล้วจึงถูกแปลงด้วยเอนไซม์ที่มีชื่อว่า แคโรทีนเนส (enzyme carotenes) เพื่อเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ
  4. วิตามินเอแท้ จะมีอยู่ในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เครื่องใน ไข่ นม เนย สัตว์ทะเล ปลาและน้ำมันตับปลา
  5. แคโรทีน จะมีอยู่ในอาหารจำพวกผักและผลไม้ โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่มีสีเขียว เหลือง ส้ม แดง อาทิ ผักบุ้ง ตำลึง ฝักทอง มะเขือเทศ แครอท มะละกอสุก แตงโม ส้ม แคนตาลูปและกล้วย เป็นต้น
  6. น้ำมันแร่ที่นิยมใช้เป็นส่วนผสมในยาถ่ายจะขัดขวางการดูดซึมแคโรทีนในลำไส้ ฉะนั้นจึงไม่ควรใช้น้ำมันแร่ก่อนหรือหลังการรับประทานอาหารทันที
  7. การได้รับวิตามินเอในขนาดสูงและเป็นเวลานานติดต่อกัน จะก่อให้เกิดการแพ้ได้ ส่งผลให้เกิดอาการเบื่ออาหาร กระวนกระวาย ผิวหนังแห้ง ผลร่วง ปวดศีรษะ ปวดกระดูก ข้อกระดูกเปราะและหักง่าย
  8. การรับวิตามินเอในรูปแบบอาหารเสริม ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินชนิดมากเกินความจำเป็นของร่างกาย ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะซื้อวิตามินชนิดนี้มารับประทาน

วิตามินเอ เป็นวิตามินที่มีประโยชน์กับดวงตาเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคต่างๆ ส่งเสริมการเจริญเติบโตและช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยงาม ดังนั้นเราจึงควรให้ความใส่ใจกับการรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอให้มากขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่ใช้งานดวงตามากๆ แต่กระนั้นก็ควรบริโภคแต่พอดี เพราะหากได้รับวิตามินเอมากเกินไป ก็ย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนที่รับประทานวิตามินวิตามินเอในลักษณะของอาหารเสริมหรือวิตามินเม็ด ย่อมเสี่ยงต่อการได้รับวิตามินเอมากเกินความต้องการของร่างกาย