ส่าไข้ ( Reseola infantum )

ส่าไข้

ส่าไข้ คือ โรคที่มีอาการเป็นไข้ร่วมกับผื่น มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส เป็นโรคที่มักพบในเด็กเล็กที่มีอายุอยู่ในช่วงอายุ 3 เดือน ถึง 3 ปี พบได้บ่อยหรือมากที่สุดในเด็กเล็กที่มีอายุอยู่ในช่วง 6-12 เดือน และพบได้น้อยมากในเด็กที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไปแล้ว ส่าไข้ มีอีกชื่อเรียกว่า ไข้ผื่นกุหลาบในทารก หรือ หัดดอกกุหลาบ ในภาษาอังกฤษก็มีอยู่หลายชื่อเรียกด้วยกัน ได้แก่ reseola, reseola infantum, exanthem subitum และ sixth disease

*** ส่าไข้ เป็นชื่อเรียกที่คนโบราณเรียกผื่นที่ขึ้นร่วมกับไข้ ดังนั้น หากพูดถึงส่าไข้ก็หมายถึงไข้ผื่นกุหลาบในทารก หรือ หัดดอกกุหลาบนั้นเอง

สาเหตุของโรคส่าไข้

โรคนี้เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า human herpesvirus type 6 (HHV6) เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ทว่า บางครั้งก็มีการตรวจพบว่า เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส human herpesvirus type 7 (HHV7) ซึ่งเชื้อเหล่านี้ เป็นเชื้อไวรัสที่มีอยู่ในเสมหะและน้ำลายของผู้ป่วย

โรคนี้มีการติดต่อได้เช่นเดียวกับโรคไข้หวัด โดยมีการติดต่อจากการหายใจสูดเอาฝอยละอองของเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรดเข้าไป หรือติดต่อได้จากการที่ไปสัมผัสกับมือของผู้ป่วย สิ่งของ (แก้วน้ำ, ผ้าเช็ดมือ ฯลฯ) หรือสิ่งแวดล้อมที่แปดเปื้อนเชื้อชนิดนี้อยู่ ก็สามารถทำให้เป็นโรคนี้ได้

*** ระยะฟักตัวของเชื้ออยู่ที่ 5-15 วัน โดยประมาณ

อาการของโรคส่าไข้

ลักษณะอาการคือ มีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และอาจมีลักษณะตัวร้อนอยู่ตลอดเวลา แต่เด็กส่วนใหญ่ก็จะยังร่าเริง ดื่มนม ดื่มน้ำ กินอาหารได้เป็นปกติ แต่ในบางรายอาจมีอาการหงุดหงิด งอแงหรือเบื่ออาหารบ้างเล็กน้อย ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่พบว่ามีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย แต่ในบางรายก็อาจจะมีอาการ อย่างเช่น เจ็บคอ น้ำมูกใส ไอ ท้องเดินบ้างเล็กน้อย และในบางรายขณะที่มีไข้ขึ้นสูง ก็ออาจมีอาการชักจากไข้

ส่วนใหญ่ อาการไข้จะเป็นอยู่ 3-5 วัน โดยประมาณ แล้วหลังจากนั้น ไข้ก็ลดลงจนอยู่ในภาวะปกติ ซึ่งในช่วงที่ไข้เริ่มลดหรือหลังจากไข้เริ่มลดภายในไม่กี่ชั่วโมง จะพบว่า มีผื่นเล็ก ๆ สีแดงคล้ายดอกกุหลาบขึ้น โดยจะเริ่มขึ้นที่บริเวณหน้าอก หลัง ท้อง แล้วจะเริ่มกระจายไปที่คอและแขน อาจมีบ้างที่ขึ้นไปที่บริเวณหน้าหรือลงไปที่ขาหรือไม่ก็ได้ ผื่นที่ขึ้นจะไม่คัน และจะเป็นอยู่ประมาณไม่กี่ชั่วโมงจนอาจถึง 2 วัน ขึ้นอยู่ที่แต่ละคน แล้วจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว ขณะผื่นเริ่มขึ้นเด็กก็จะกลับมาแข็งแรงเป็นปกติทุกอย่าง

*** ในบางรายอาจมีไข้สูงขึ้นเพียงแค่อย่างเดียว โดยไม่มีผื่นหรืออาจมีผื่นแค่จาง ๆ ไม่ชัดเจน ซึ่งทำให้วินิจฉัยไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นส่าไข้หรือไม่

สิ่งที่ตรวจพบ

• ในระยะก่อนที่ผื่นจะเริ่มขึ้น มักจะพบว่า มีไข้ขึ้นสูงถึง 39.5-40.5° องศาเซลเซียส

• อาจมีการตรวจพบว่า ต่อมน้ำเหลืองโตที่บริเวณด้านหลังหูบริเวณท้ายทอย หนังตาอาจมีอาการบวมเล็กน้อย เยื่อบุตาอาจแดง

• ในช่วงระยะที่ไข้เริ่มลดแล้ว จะพบว่า มีผื่นราบสีแดงที่มีขนาดประมาณ 2-5 มิลลิเมตร ที่บริเวณลำตัวและแขน ส่วนที่ใบหน้าและขาอาจมีผื่นขึ้นเช่นกัน แต่มักเห็นไม่ชัด ผื่นที่ขึ้นในบางจุดอาจมีลักษณะนูนขึ้นบ้างเล็กน้อย หรืออาจมีวงสีแดงแบบจางๆ อยู่บริเวณรอบ ๆ ผื่นแดง

ภาวะแทรกซ้อน

• อาจมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการชักจากการเป็นไข้ นานประมาณ 2-3 นาที เนื่องจากมีไข้ขึ้นสูงอย่างฉับพลัน ซึ่งจากสถิติ พบได้ประมาณร้อยละ 6-15 ของผู้ป่วย และก็นับว่าเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของทารกที่มีอาการชักจากไข้

• อาจทำให้สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หรือตับอักเสบแทรกซ้อน ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อย แต่ก็ยังถือว่ามีความเสี่ยงอยู่เช่นกัน

• สำหรับเด็กที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงเกิดขึ้นได้ เช่น ปอดอักเสบ ตับอักเสบ ไขกระดูกไม่ทำงาน เป็นต้น

วิธีรักษาโรคส่าไข้

1) ในระยะที่พบว่าเริ่มมีไข้สูง ต้องให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ แล้วให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว และให้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้

*** ห้ามให้ยาแอสไพริน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรมขึ้นได้

*** ถ้าพบว่ามีอาการชักจากไข้ร่วมด้วย ให้ในดูแลแบบอาการชักจากไข้

2) ในระยะที่ผื่นเริ่มขึ้น ซึ่งไข้ก็จะลดลงแล้วและเด็กมีท่าทางสบายดี ก็ไม่ต้องให้ยาอะไร เพียงแต่อธิบายให้ผู้ปกครองเข้าใจและหายกังวลเกี่ยวกับอาการ

3) สำหรับการวินิจฉัย จะดูจากลักษณะอาการที่แสดงออกมาเป็นสำคัญ สำหรับในกรณีที่จำเป็น จะยืนยันด้วยการทดสอบทางน้ำเหลือง เพื่อตรวจหาระดับสารภูมิต้านทานต่อไวรัสที่ก่อโรค

การป้องกันโรคส่าไข้

เมื่อพบว่ามีเด็กในบ้านเป็นโรคนี้ ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

1) ให้แยกผู้ป่วยให้ออกมาอยู่ต่างหาก จนกว่าจะพ้นระยะของการติดต่อของโรค (ระยะติดต่อตั้งแต่ 2 วันก่อนมีไข้ จนถึง 2 วันหลังจากไข้ลดลงแล้ว)

2) อย่าใช้ของใช้ร่วมกับผู้ป่วยเป็นอันขาด เช่น อย่าดื่มน้ำด้วยแก้วน้ำเดียวกันกับผู้ป่วย

3) หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำกับสบู่ เพื่อขจัดเชื้อที่อาจติดมาที่มือออกไป

คำแนะนำ

1) โรคส่าไข้ พบได้บ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็ก ซึ่งถ้าพบว่า เด็กวัยนี้เริ่มมีไข้สูงหรือตัวร้อนอยู่ตลอดเวลา แต่มีท่าทางที่ค่อนข้างสบายดี ควรนึกถึงโรคนี้ไว้ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเด็กกลับมาเป็นปกติดีหลังไข้ลดลงแล้วและมีผื่นขึ้นแล้ว

2) จะพบว่าพ่อแม่หรือผู้ปกครองมักจะพาเด็กไปพบแพทย์เมื่อเด็กเริ่มมีไข้ลดลงและมีผื่นขึ้นแล้ว เพราะมีความกังวลว่าจะเป็นโรคหัด โรคนี้เป็นโรคที่แยกออกจากหัด กล่าวคือ โรคนี้หลังจากที่ผื่นขึ้นแล้ว เด็กจะหายตัวร้อนและสบายดีเป็นปกติ แต่ถ้าเป็นโรคหัด ขณะที่ผื่นขึ้นก็จะยังมีไข้สูงต่อไปอีกหลายวัน นอกจากนี้ ผื่นจากโรคส่าไข้จะเริ่มขึ้นที่ลำตัวก่อน และเป็นผื่นขนาดเล็ก ๆ อยู่แยก กัน ไม่รวมกัน ในขณะที่โรคหัดจะขึ้นที่บริเวณใบหน้าก่อน แล้วค่อยกระจายลงด้านล่าง และผื่นมักแผ่รวมกันเป็นผื่นแผ่นใหญ่

3) โรคนี้ส่วนใหญ่เมื่อเป็นแล้ว มักหายได้เองภายใน 3-5 วัน หรือไม่เกิน 1 สัปดาห์ โดยประมาณ และจัดว่าเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด นอกจากที่อาจจะทำให้เกิดอาการชักจากการที่มีไข้สูง หรืออาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนในเด็กที่ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งเป็นได้น้อยมาก

4) เมื่อเป็นโรคนี้แล้ว ส่วนใหญ่มักจะไม่เป็นซ้ำอีก นอกจากบางคนที่หลังจากหายแล้ว อาจมีเชื้อหลงเหลือแฝงอยู่ในร่างกาย และต่อมาอาจทำให้กำเริบซ้ำได้