Healthtio.com สุขภาพน่ารู้ สาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิต

แอสไพริน (Aspirin) สรรพคุณและวิธีใช้ยาแอสไพริน

แอสไพริน (Aspirin) เป็นยาที่หลายๆ คนคงคุ้นหูกันเป็นอย่างดี แต่คงมีไม่กี่คนที่รู้ว่ายาตัวนี้มีสรรพคุณอย่างไร ซึ่งไม่เหมือนกับพาราเซตามอลที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ยาตัวนี้เป็นยาที่จัดอยู่ในกลุ่มยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์มีฤทธิ์เหมือนกับยาตัวอื่นๆ ในกลุ่มยาแก้ปวดลดไข้

สรรพคุณของ “ยาแอสไพริน”

  1. ลดไข้ หรือ ลดอาการตัวร้อน
  2. ลดอาการปวดทุกชนิด อาทิ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดข้อ เป็นต้น
  3. ต้านอาการอักเสบ (เป็นยาที่ไม่ใช่สตีรอยด์)
  4. ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดสมองและหัวใจ

วิธีใช้ “ยาแอสไพริน”

  1. ใช้เพื่อลดไข้ ผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 2 เม็ด เมื่อมีอาการ และสามารถทานซ้ำได้หากยังไม่ดีขึ้น โดยให้เว้นระยะเวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 19 ปี ไม่แนะนำให้ใช้เพื่อลดไข้
  2. ใช้เพื่อแก้ปวด ผู้ที่อายุมากกว่า 12 ปี ให้รับประทานครั้งละ 2 เม็ด ส่วนผู้ที่อายุ 6-12 ให้ทานเพียงแค่ ครึ่งเม็ด – 1 เม็ด เท่านั้น โดยสามารถทานซ้ำได้หากยังไม่ดีขึ้น โดยเว้นระยะเวลา 4-6 ชั่วโมง
  3. ใช้เพื่อแก้อักเสบ ผู้ใหญ่ ให้ใช้วันละ 3-6 กรัม / วัน โดยให้แบ่งรับประทาน 3-4 ครั้ง
  4. ใช้เพื่อป้องกันลิ่มเลือดในหลอดเลือดสมองและหัวใจ ผู้ใหญ่ ให้ใช้ครั้งละ 75-325 มก. วันละครั้งหลังอาหารเช้าเป็นประจำทุกวัน

แอสไพริน (Aspirin)

ข้อควรระวังในการใช้แอสไพริน

  1. แอสไพริน เป็นยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด จึงทำให้เลือดออกง่าย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงใช้ยาตัวนี้กับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออก เช่น ผู้ที่เป็นไข้เลือดออก ผู้ที่เป็นโรคเลือดต่างๆ ผู้ที่ผ่าตัด ผู้ที่ถอนฟัน ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  2. ควรรับประทาน “แอสไพริน” หลังอาหารหรือรับประทานพร้อมนม และควรดื่มน้ำตามมากๆ เนื่องจากยามีฤทธิ์ที่ทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลเพ็ปติก กระเพาะอาหารอักเสบ คลื่นไส้อาเจียน โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้อาเจียนจะพบได้บ่อยในหมู่กลุ่มผู้ใช้ยา “แอสไพริน”
  3. ยาแอสไพริน อาจทำให้เกิดอาการแพ้ หรือ ทำให้โรคภูมิแพ้กำเริบ หรือ ทำให้ช็อกได้
  4. การใช้ยาในขนาดสูง อาจทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย โดยเฉพาะกับเด็ก และอาจทำให้หูอื้อได้
  5. ควรหลีกเลี่ยงใช้ร่วมกับยาแก้อักเสบชนิดอื่นๆ และแอลกอฮอล์ เพราะอาจจะทำให้เสริมฤทธิ์ที่ทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารมากขึ้นได้
  6. ไม่ควรใช้ร่วมกับยามเม็ดรักษาเบาหวาน และสารกันลิ่มเลือดอื่นๆ เช่น เฮพาริน วาร์ฟาริน เพราะจะทำให้สารเหล่านี้ออกฤทธิ์แรงมากขึ้นจนอาจทำให้เกิดอันตรายได้
  7. หลีกเลี่ยงการใช้ “แอสไพริน” ในผู้ป่วยโรคเกาต์ เพราะอาจทำให้โรคเกาต์กำเริบได้

ข้อห้ามในการใช้ยาแอสไพริน

ข้อห้ามดังต่อนี้ เป็นการพูดถึงผู้ป่วยหรือบุคคลต้องห้ามในการใช้ “แอสไพริน” เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ค่อนข้างอันตรายได้ ดังนั้นผู้ป่วยหรือบุคคลต่อไปนี้ จึงไม่ควรใช้ยานี้เป็นอันขาด

  1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคแผลเพ็ปติก หรือเคยมีประวัติเลือดออกในกระเพาะอาหาร
  2. ผู้ที่มีประวัติการแพ้ยาชนิดนี้ หรือ ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์อื่นๆ
  3. ผู้ป่วยโรคหืด ลมพิษ ภูมิแพ้ ที่เคยมีอาการแพ้หรือกำเริบเมื่อใช้ “ยาแอสไพริน”
  4. ผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือ เป็นโรคเกี่ยวกับเลือดอื่นๆ
  5. ไม่ควรใช้กับเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี และไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 19 ปี ที่เป็นโรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส หัด คางทูม เป็นต้น เพราะอาจทำให้เกิดภาวะที่เป็นอันตรายได้
  6. สตรีที่ตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้ตกเลือดได้ง่าย และอาจทำให้ทารกมีภาวะเลือดออกง่ายได้เช่นกัน อีกทั้งยังอาจทำให้คลอดได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ “ยาแอสไพรินในช่องก่อนคลอด 1-2 สัปดาห์”

แอสไพริน (Aspirin) เป็นยาที่มีสรรพคุณเพื่อลดไข้แก้ปวดเหมือนกับยาชนิดอื่นๆ ในกลุ่มยาแก้ปวดลดไข้ก็จริง แต่การใช้ “แอสไพริน” ก็ยังมีข้อควรระวังและข้อห้ามในการใช้ยาอยู่เช่นกัน ดังนั้นผู้ที่จะใช้ยาชนิดนี้ ควรปรึกษาแพทย์ หรือศึกษาคู่มือการใช้ยาและรายละเอียดต่างๆ ในการใช้ให้ดี