คลังเก็บหมวดหมู่: โภชนาการน่ารู้

อาหารแคลอรี่ต่ำ

อาหารแคลอรี่ต่ำ คือ อะไร และมันดีหรือไม่ดีอย่างไร ?

หากคุณเป็นคนที่อยู่ในแวดวงโภชนาการ โดยเฉพาะในเรื่องของโภชนาการกับการลดน้ำหนักแล้วละก็ “อาหารแคลอรี่ต่ำ” ต้องเป็นสิ่งที่คุณเข้าใจเป็นอย่างดีแน่ๆ และก็ต้องรู้อย่างแน่นอนว่า “อาหารแคลอรี่ต่ำ ดีหรือไม่ อย่างไร” แต่สำหรับคนทั่วๆ ไป ที่ยังไม่รู้ เราก็ได้เอาบทความสั้นๆ เกี่ยวกับ อาหารแคลอรี่ต่ำมาฝากกัน เราไปดูกันเลยดีกว่า

อาหารแคลอรี่ต่ำ คือ อาหารอะไรก็แล้วแต่ที่มีพลังงานต่ำ หรือให้พลังงานกับร่างกายน้อย ซึ่งกลุ่มอาหารจำพวกแคลอรี่ต่ำที่รู้จักกันโดยทั่วไป ก็คือ ผักและผลไม้ต่างๆ แต่จริงๆ แล้ว อาหารแคลอรี่ต่ำก็ไม่ใช่มีแค่นี้เพียงเท่านั้น แต่ยังมีอาหารอย่างอื่นอีกที่ให้แคลอรี่ต่ำเช่นกัน อาทิ อาหารทะเล เป็นต้น คำถามที่ตามมาหลังจากที่คุณได้รู้จักแล้วว่า “อาหารแคลอรี่ต่ำ คือ อะไร” ก็คงเป็นคำถามทีว่า แล้วมัน (อาหารแคลอรี่ต่ำ) มีประโยชน์อย่างไร หรือ มันดีอย่างไรกับร่างกายของคนเรา เพื่อให้กระจ่างชัดในเรื่องนี้ งั้นเราก็มาทำความเข้าใจกับมัน (อาหารแคลอรี่ต่ำ) กันต่อเลยดีกว่า

อาหารแคลอรี่ต่ำ เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานน้อย ซึ่งกลุ่มคนที่ต้องการพลังงานน้อยในที่นี้ก็คือ กลุ่มคนที่มีปัญหาเรื่อง “น้ำหนัก” หรือ “อ้วน” นั้นเอง ซึ่งตรงกันข้าม คนที่ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องพวกนี้ ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปใส่ใจอะไรมากมายกับมัน (อาหารแคลอรี่ต่ำ) พูดไปแค่นี้หลายๆ คนคงยังไม่เคลียร์ งั้นเรามาทำความเข้าใจกับมัน (อาหารแคลอรี่ต่ำ) กันต่ออีกนิดดีกว่า

อย่างที่บอกไปในย่อหน้าก่อนหน้านี้ว่า อาหารแคลอรี่ต่ำ จะเหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักหรืออ้วนนั้น มันเป็นอย่างไร ? อธิบายอย่างนี้ก็แล้วกันว่า โดยปกติแล้วนั้น ในแต่ละวัน คนปกติทั่วๆ ไป จะต้องการพลังงานประมาณ 2000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน แต่สำหรับคนอ้วนหรือมีปัญหาเรื่องน้ำหนัก หากร่างกายยังคงรับแคลอรี่ในจำนวนเท่าเดิม (2000 กิโลแคลอรี่) หรือมากกว่าเดิม ปัญหาก็คือ จะไม่สามารถลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนได้นั้นเอง ซึ่งต่อจะให้ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักยังไงก็แล้วแต่ หากร่างกายไม่สามารถเผาผลาญพลังงานส่วนเกินนั้นได้ กลุ่มคนเหล่านี้จะไม่สามารถลดความอ้วนหรือลดน้ำหนักได้นั้นเอง แล้วจะทำอย่างไร ? คำตอบคือ รับพลังงานให้น้อยกว่า 2000 กิโลแคลอรี่ต่อวันนั้นเอง

คำถามต่อมาจากทั้งหมดก็คือ เราจะทำให้อย่างไร ให้ร่างกายรับแคลอรี่ให้น้อยกว่า 2000 กิโลแคลอรี่ ถ้าตอบแบบกวนๆ เลยก็คือ กินให้น้อย แต่ไม่ใช่ในเรื่องของปริมาณที่กินนะ แต่เป็นเรื่องของแคลอรี่ คือ กินแคลอรี่ให้น้อยลง หรือให้เราเลือกกินเฉพาะอาหารที่เป็น “อาหารแคลอรี่ต่ำ” นั้นเอง

จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดเกี่ยวกับ อาหารแคลอรี่ต่ำ เราคิดว่า มันน่าจะทำให้คุณเข้าใจแล้วว่า อาหารแคลอรี่ต่ำ คือ อะไร และ มันดีหรือไม่ดีอย่างไร และเราก็หวังว่า บทความสั้นๆ เกี่ยวกับ อาหารแคลอรี่ต่ำ บทความนี้ จะมีประโยชน์กับคุณบ้างไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน และถ้าคิดว่ามันมีประโยชน์มากพอ ก็อย่าลืม เอาบทความเกี่ยวกับ อาหารแคลอรี่ต่ำ บทความนี้ไปแชร์และบอกต่อกันด้วยนะ ^_^

น้ำมันตับปลา

น้ำมันตับปลา มีประโยชน์อย่างไรกับสุขภาพต้องตามไปดู

ในปัจจุบันนี้ต้องยอมรับเลยว่าการทานอาหารเสริมเพื่อพัฒนาหรือบำรุงสมอง ร่างกาย หรือบำรุงสุขภาพเป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมากโดยเฉพาะการรับประทานอาหารเสริมพวก “น้ำมันตับปลา” เพราะเชื่อกันว่าจะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง วันนี้เราจึงมีข้อมูลในเรื่องของประโยชน์ของ น้ำมันตับปลา กับสุขภาพมาให้ทุกคนได้ศึกษาหาความรู้กัน ไปดูกันได้เลยว่า น้ำมันตับปลา มีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านไหนบ้าง มีดีอย่างที่เราคิดไว้หรือเปล่า ไปดูกันได้เลย

ประโยชน์ของ “น้ำมันตับปลา” กับสุขภาพ

  1. น้ำมันตับปลา นั้น เป็นอาหารเสริมที่สกัดจากตับของปลาทะเลซึ่งจะนิยมรับประทานเพื่อเสริมวิตามินเอที่ทำหน้าที่ควบคุมเยื่อบุผิวให้เป็นปกติและ น้ำมันตับปลา ยังมีวิตามินบีที่สามารถช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสบริเวณลำไส้เข้าสู่ร่างกายของเรา จึงสามารถทำให้การเสริมสร้างกระดูกเป็นไปอย่างปกติและมีประสิทธิภาพนั่นเอง
  2. สารอาหารใน น้ำมันตับปลา นั้นสามารถช่วยลดอาการข้างเคียงจากการได้รับยาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีจากการรักษาได้
  3. การใช้ น้ำมันตับปลา ร่วมกับการรักษาโรคมะเร็งในแผนปัจจุบัน สามารถช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งและสามารถป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้
  4. น้ำมันตับปลา สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดตามร่างกายโดยเฉพาะอาการของโรคข้ออักเสบ
  5. วิตามินเอที่อยู่ใน น้ำมันตับปลา จะช่วยลดระยะเวลาในการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ
  6. น้ำมันตับปลา มีคุณสมบัติในการช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อและการสมานแผลของเราได้
  7. น้ำมันตับปลา สามารถช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเราให้ทำงานได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ
  8. น้ำมันตับปลา มีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันผิวหนังและดวงตาจากการถูกทำลายจากมลพิษและยังช่วยขับล้างสารพิษในร่างกายอีกด้วย
  9. วิตามินดีใน น้ำมันตับปลา สามารถช่วยรักษาโรคเยื่อบุตาอักเสบ สามารถช่วยเสริมการทำงานของธาตุแคลเซียมและธาตุฟอสฟอรัสได้เป็นอย่างดีจึงช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกระดูกและฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยในการดูดซึมของวิตามินเอ น้ำมันตับปลา ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน
  10. น้ำมันตับปลา สามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกอ่อนที่เกิดในเด็ก ฟันผุขั้นรุนแรง รูปกระดุกน่วม และป้องกันภาวะโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตามการรับประทาน น้ำมันตับปลา ในปริมาณที่สูงก็อาจจะทำให้เกิดพิษจากวิตามินเอ ได้ เช่น การปวดศีรษะ มีอาการอาเจียน มีอาการทางระบบประสาท เกิดผมร่วง ผิวหนังแห้ง และตับอาจจะถูกทำลายได้ ส่วน อันตรายจากวิตามินบีคืออาจจะมีผลเสียต่อระบบเลือด อาจจะถึงขั้นไปไว้จนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรซื้อ น้ำมันตับปลา ให้เด็กหรือใครก็ตามแต่ทานเป็นประจำนอกจากจะมีแพทย์ผู้เเชี่ยวชาญให้คำแนะนำหรือสั่งมาเท่านั้นเพราะ น้ำมันตับปลา หากทานมากเกินไป สารอาหารจะไปสะสมในร่างกายจนทำให้เกิดอันตรายได้นั่นเอง

น้ำมันปลา

น้ำมันปลา ! 6 ประโยชน์ของน้ำมันปลาที่คุณอาจไม่รู้

น้ำมันปลา เป็นน้ำมันที่สกัดมาจากส่วนของเนื้อ หนังและหัวของปลาโดยเฉพาะปลาในเขตหนาวซึ่งจะมีกรดไขมันอยู่หลายชนิด ซึ่งกรดไขมันที่พบในน้ำมันปลานั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายและบำรุงสุขภาพของเรามากมาย ซึ่งบางคนก็ยังไม่รู้ว่า “น้ำมันปลา นั้นมีประโยชน์อย่างไร” วันนี้เราจึงมาให้ความรู้ในเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “น้ำมันปลา” ว่ามีประโยชน์และดีต่อสุขภาพของเราอย่างไร ไปดูกันเลยดีกว่า

6 ประโยชน์ของน้ำมันปลา

  1. น้ำมันปลา มีส่วนประกอบสำคัญคือ โอเมก้า 3 จากปลา ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้และขาดไม่ได้ โอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวจึงช่วยลดคอเลสเตอรอลเลว ( ldl ) และสามารถลดไตรกลีเซอไรด์ ( tg ) เพิ่มคอลเลสเตอรอลดี ( Hdl ) และจากรายงานวิจัยพบว่ามีส่วนช่วยในการป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจอีกด้วย
  2. ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานโอเมก้า 3 Epa และ Dsa อย่างน้อยวันละ 500 มิลลิกรัม หรือเทียบเท่ากับกินปลาสองมื้อต่อสัปดาห์ (ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจควรได้ epa และ dsa มากขึ้นวันละ 800 ถึง 1000 มิลลิกรัม)
  3. น้ำมันปลา จะมี epa และ dha อยู่ สามทางสองตอนนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นสารคล้ายฮอร์โมนที่เรียกว่า Protaglandin III ซึ่งจะมีหน้าที่ลดกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกาย จึงมีประโยชน์ในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน โรครูมาตอยด์ นอกจากนี้ยังช่วยในการสร้างผนังเซลล์ต่างๆ ของเรา และที่สำคัญคือเพิ่มการนำสารอาหารและออกซิเจนผ่านผนังเซลล์ จึงทำให้ผิวดูดีมีเลือดฝาด
  4. และโอเมก้า 3-dsa น้ำมันปลา มีความสามารถในเรื่องของการช่วยบำรุงสมอง ทำให้เรารับรู้และจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้แม่นยำ เพิ่มความฉลาดในเด็ก ส่วนผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุนั้นจะช่วยบรรเทาอาการสมองเสื่อมได้เป็นอย่างดี
  5. น้ำมันปลา นั้นยังมีส่วนช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อของเราได้อีกด้วยและ “น้ำมันปลา” จะเป็นตัวเร่งให้ร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์โปรตีนที่สามารถสร้างกล้ามเนื้อได้ดียิ่งขึ้น น้ำมันปลายังช่วยบำรุงฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดของเราจากการที่เราออกกำลังกายและยังสามารถช่วยลดอาการปวดตามข้อต่างๆ ได้จากการอักเสบจากการที่เราออกกำลังกายหักโหมได้อีกด้วย
  6. น้ำมันปลา ในปริมาณ 6 กรัมต่อวัน จะสามารถช่วยลดไขมันในร่างกายของเราได้ถึงประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ เพราะสารอาหารใน “น้ำมันปลา” มีส่วนช่วยในการทำให้ร่างกายดึงเอาไขมันที่เก็บไว้มาเผาผลาญได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังสามารถช่วยกระตุ้นให้ร่างกายของเรานำคาร์โบไฮเดรตมาใช้ได้อย่างดีไม่ให้เหลือตกค้างจนสะสมกลายเป็นไขมันนั่นเอง

อย่างไรก็ตามในการบริโภค น้ำมันปลา นั้นเราควรจะบริโภคอย่างระมัดระวังเป็นอย่างมากเพราะการที่เราทาน น้ำมันปลา มากเกินไปก็อาจจะทำให้เลือดออกง่ายเนื่องจากรถการจับตัวของเกล็ดเลือด และอาจจะเกิดโรคติดเชื้อได้ง่ายเนื่องจาก epa กดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย น้ำมันปลา แม้จะมีประโยชน์ในการรักษามากแต่ในทางปฏิบัติอาจจะเป็นไปได้ยากเนื่องจาก น้ำมันปลา มีกลิ่นแรงและต้องใช้ขนาดสูง ผู้ป่วยก็มักจะปั่นป่วนในท้องมากจนต้องหยุดรับประทานไปในที่สุดนั่นเอง

น้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว ประโยชน์ที่คุณอาจคาดไม่ถึง

รู้ไหมว่า “น้ำมันมะพร้าว” นั้นเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพของเรามากๆ อาจพูดได้ว่า มากกว่าน้ำมันชนิดอื่นเลยก็ว่าได้ เพราะในน้ำมันมะพร้าวนั้น มีกรดไขมันอิ่มตัวสายปานกลาง ซึ่งร่างกายสามารถดึงไปเผาผลาญได้อย่างรวดเร็ว และยังมีแร่ธาตุที่สำคัญอื่นๆ ที่ร่างกายของเราต้องการในแต่ละวันอีกด้วย วันนี้เราจึงมีข้อมูลในเรื่องของ “น้ำมันมะพร้าว” ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของเรา มาให้ทุกๆ คนได้รู้และตระหนักถึงประโยชน์ของมัน (น้ำมันมะพร้าว) เราไปดูกันเลยดีกว่า

ประโยชน์ต่อสุขภาพของน้ำมันมะพร้าว

  1. รู้หรือไม่ว่า “น้ำมันมะพร้าว ทานแล้วไม่อ้วน” เพราะให้พลังงานน้อยกว่าน้ำมันชนิดอื่นถึง 8.6 กิโลแคลอรี่ต่อกรัม แต่น้ำมันชนิดอื่นๆ นั้นให้พลังงานถึง 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่ไม่ทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระและไขมันทรานส์ และยังทำให้อาหารหรือปริมาณแคลอรี่ถูกนำไปเผาผลาญมากขึ้นและไม่เหลือเป็นแคลอรี่ส่วนเกิน นอกจากนี้ น้ำมันมะพร้าว ยังสามารถช่วยเพิ่มอัตราการเกิดเมตาบอริซึมซึ่งนานถึง 24 ชั่วโมงด้วย
  2. น้ำมันมะพร้าว สามารถกระตุ้นการขับถ่ายของเราให้ดียิ่งขึ้นเพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวปานกลางที่มีสรรพคุณในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของลำไส้ใหญ่
  3. น้ำมันมะพร้าว สามารถช่วยในการบำรุงกำลังได้ เพราะร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ในกระบวนการเผาผลาญได้ทันทีเมื่อรับประทานอาหารแบบใดก็แล้วแต่ สามารถทำให้เราอิ่มได้นานขึ้น ร่างกายของเราก็จะมีกำลังเพิ่มขึ้นและยังไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ ต่อเราอีกด้วย
  4. น้ำมันมะพร้าว สามารถช่วยในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน รูปหัวใจ โรคตับ และโรคไตได้
  5. น้ำมันมะพร้าว สามารถช่วยบำรุงกระดูกเสริมสร้างมวลกระดูกไม่ให้เปราะหรือแตกหักง่าย เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายและต่อความแข็งแรงของกระดูกซึ่งจะได้แก่พวก แคลเซียม และ แมกนีเซียม นั่นเอง
  6. น้ำมันมะพร้าว สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้ เพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวสูงถึงร้อยละ 92 เปอร์เซ็นต์และยังมีวิตามิน bio ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระนั่นเอง
  7. น้ำมันมะพร้าว สามารถบำรุงสุขภาพในช่องปากได้ เพียงแค่นำ น้ำมันมะพร้าว มาอมบ้วนปากครั้งละ 2 ถึง 1 ช้อนโต๊ะวันละ 1 ครั้งเท่านั้น
  8. น้ำมันมะพร้าว สามารถช่วยให้เรานอนหลับสนิท เพราะอุดมไปด้วยกรดลอริก กรดคาปริก และกรดปริลิก ที่มีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายลดความเครียด และอาการเสียได้จึงทำให้เรานอนหลับได้สนิทกว่าเดิมนั่นเอง

น้ำมันมะพร้าว มีประโยชน์ต่อสุขภาพเราก็จริงแต่จะต้องเป็น “น้ำมันมะพร้าวที่ยังไม่เสีย” วิธีสังเกต “น้ำมันมะพร้าวที่เสีย” แล้วง่ายๆ ก็คือ น้ำมันมะพร้าวที่เสีย สีจะเปลี่ยนจากสีขาวกลายเป็นสีเหลืองอ่อนและมีความขุ่นหรือมีการตกตะกอนเล็กน้อยซึ่งเราไม่ควรนำมาใช้เด็ดขาด การใช้ “น้ำมันมะพร้าว” บำรุงสุขภาพนั้นหากเราต้องการให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกายเราที่สุดเราต้องดูความเหมาะสมของสุขภาพเราด้วยเพราะหากเราได้รับ “น้ำมันมะพร้าวมากเกินไป” ก็อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายเราได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงควรใช้น้ำมันมะพร้าวแต่พอดี

ไฟเบอร์

ไฟเบอร์ (Fiber) ดีต่อสุขภาพของเราอย่างไร

หลายคนคงรู้ดีว่า “ไฟเบอร์ (Fiber)” นั้นเป็นสารอาหารที่มีผลดีต่อสุขภาพร่างกายของเรามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการได้รับ ไฟเบอร์ จากอาหารชนิดใดก็ตาม ก็ล้วนจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายกับเราทั้งนั้น ปัจจุบันจึงมีการรับประทานอาหารที่มี ไฟเบอร์ กันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะสาวๆ ที่ต้องการดูแลสุขภาพ วันนี้เราจึงมีข้อมูลเกี่ยวกับ “ไฟเบอร์” มาฝาก โดยเราจะมาในหัวข้อเรื่อง “ไฟเบอร์  (Fiber) ดีต่อสุขภาพเราอย่างไร” ไปดูกันได้เลย

ไฟเบอร์ ดีต่อสุขภาพของเราอย่างไร

  1. สามารถช่วยในเรื่องของสุขภาพหัวใจของเราได้ คนไหนที่มีปัญหาในเรื่องของความดันเลือดสูง ควรอย่างยิ่งที่ต้องเพิ่มการกินอาหารที่มี “ไฟเบอร์สูง” เพราะสามารถช่วยลดความดันเลือดได้อาหารที่พบ ไฟเบอร์ มากที่สุดคือพวกโฮลเกรน
  2. สามารถช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดอุดตันเพราะ ไฟเบอร์ สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดให้ลดลงได้
  3. อาหารที่มี “ไฟเบอร์สูง” จะมีผลดีมากๆ สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวานหรือคนที่มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานสูงเพราะจะช่วยในการดูดซึมของน้ำตาลจึงสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีและมีประสิทธิภาพนั่นเอง
  4. ไฟเบอร์ ที่อยู่ในอาหารจะช่วยในการย่อยและการดูดซึมในระบบย่อยอาหารของเราให้ดีขึ้นหากใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับช่องท้องมานาน สาเหตุอาจจะเป็นเพราะว่าเราขาดการกิน ไฟเบอร์ ดังนั้นเราจึงรับประทานอาหารที่มี ไฟเบอร์สูง เพราะสามารถช่วยให้ร่างกายของเราดูดซึมสารอาหารได้ดีกว่าเดิมและสุขภาพร่างกายของเราก็จะดีขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง
  5. สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งลำไส้ได้ หากเรากิน ไฟเบอร์ เข้าไปอย่างเพียงพอต่อที่ร่างกายของเราต้องการจะช่วยให้เราขับถ่ายได้อย่างคล่องและทำให้เซลล์ในลำไส้ใหญ่แข็งแรงจึงช่วยลดโอกาสในการเป็นมะเร็งลำไส้ได้นั่นเอง
  6. การทานอาหารที่มี “ไฟเบอร์สูง” สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ โดยเฉพาะผลไม้สดหรือผักสดใบเขียวที่อุดมไปด้วย ไฟเบอร์ จะสามารถช่วยลดน้ำหนักของเราได้อย่างน่าประหลาดใจเลยทีเดียว เพราะส่วนมากจะแคลอรี่ต่ำ และจะสามารถช่วยให้เรารู้สึกอิ่มท้องนาน

จะเห็นได้ว่า ไฟเบอร์ นั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายเรามากมายโดยที่หาผลเสียแทบจะไม่มีโดยเฉพาะเกี่ยวกับการทานเพื่อควบคุมน้ำหนัก ดังนั้นเราควรใส่ใจในการกินอาหารแต่ละครั้งของเราให้มากขึ้นและหันมาทาน “ไฟเบอร์” กันให้เยอะๆ ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงของเราเองลองเปิดใจทานอาหารที่มี ไฟเบอร์ รับรองว่า มันจะสามารถช่วยให้สุขภาพร่างกายของคุณกลับมาแข็งแรงห่างไกลโรคภัยต่างๆ ได้อย่างแน่นอน

วิตามินบี 12 ! ประโยชน์ของวิตามินบี 12 และข้อควรรู้

วิตามินบี 12

วิตามินบี 12 หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “โคบาลามิน (Cobalamin)” เป็นวิตามินที่เป็นทั้งสารอาหารและยาในเวลาเดียวกัน ดังนั้น สำหรับวิตามินบี 12 จึงเป็นวิตามินที่ก่อให้เกิดทั้งประโยชน์และโทษต่อร่างกายในเวลาเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรที่จะมีความรู้ในระดับเบื้องต้นเกี่ยวกับวิตามินบี 12 ทั้งนี้ก็เพื่อให้เราสามารถรับประโยชน์ของวิตามินบี 12 ได้อย่างเต็มที่ และไม่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายหรือถ้าจะมีโทษ ก็ต้องมีให้น้อยที่สุด เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ถึงประโยชน์ของวิตามินบี 12 และเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับวิตามินบี 12 จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น

อ่านเพิ่มเติม

วิตามินเค ! ประโยชน์ของวิตามินเคและข้อควรรู้

วิตามินเค

วิตามินเค เป็นวิตามินที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นหูเหมือนวิตามินเอ บีและซี นั้นก็เพราะว่าวิตามินเ” เป็นวิตามินที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยๆ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นวิตามินที่มีความสำคัญต่อร่างกายไม่น้อยเลยทีเดียว และก็เป็นวิตามินที่มีผลข้างเคียงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้น เราจึงควรที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับ “ประโยชน์ของวิตามินเค” ผลข้างเคียงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้วิตามินเค ไม่น้อยไปกว่าการเรียนรู้เกี่ยวกับวิตามินชนิดอื่นๆ

อ่านเพิ่มเติม
นมแม่

นมแม่ ! 12 ประโยชน์ของนมแม่ ที่เหนือกว่านมทุกชนิด

เด็กที่เติบโตโดยมีพัฒนาการต่างๆ ที่ดีนั้น ส่วนใหญ่ล้วนแต่เพราะได้รับ “นมแม่” เป็นอาหารหลักในช่วงวัยแรกเกิดทั้งสิ้น เพราะ “นมแม่” นั้นมีสรรพคุณและคุณประโยชน์ต่างๆ มากมายที่เหมาะสมกับเด็กในวัยดังกล่าวเป็นอย่างมาก ดังนั้น หากคุณแม่มีนมเพียงพอที่จะให้กับลูกได้ ก็ควรที่จะเลือกให้นมตัวเองกับลูกมากกว่าการเอานมชนิดอื่นๆ ให้ลูก และเพื่อตอกย้ำความสำคัญของ “นมแม่” เราจึงได้เอาความรู้เกี่ยวกับ “ประโยชน์ของนมแม่” มาให้คุณแม่ทุกๆ ท่านได้รู้และตระหนักกัน

12 ประโยชน์ของ “นมแม่” ที่มีต่อลูก

  1. นมแม่ เป็นนมเพียงชนิดเดียวที่มีสารอาหารเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีมากว่า 200 ชนิดเลยทีเดียว ซึ่งสารอาหารต่างๆ เหล่านี้ เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อพัฒนาการของเด็กในทุกๆ ด้าน
  2. มีสารหรือกรดไขมันที่จำเพาะเจาะจงสำหรับสมองของเด็กโดยเฉพาะ และยังเป็นกรดไขมันที่ไม่มีในนมชนิดอื่นๆ
  3.  มีแล็กโทส (น้ำตาลชนิดหนึ่ง) ที่มีมากเพียงพอต่อความต้องการของเด็กจริงๆ และมีมากกว่านมชนิดอื่นๆ ซึ่งแล็กโทสถือได้ว่าเป็นสารอาหารสำคัญต่อเด็กในวัยแรกเกิดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของพัฒนาทางด้านสมอง
  4. มีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ มากมาย ซึ่งพบได้น้อยในนมชนิดอื่นๆ เพราะนมชนิดอื่นๆ นั้นมาจากสัตว์หรือการสังเคราะห์ ซึ่งไม่เหมาะสมกับเด็กวัยแรกเกิดตั้งแต่แรกแล้ว
  5. นมแม่ มาพร้อมกับสารอาหารที่ผ่านการย่อยมาแล้ว ดังนั้น ร่างกายของเด็กจึงสามารถทำการดูดซึมสารอาหารต่างๆ และนำไปใช้ได้ทันที
  6. มีฮอร์โมนชนิดต่างๆ มากมาย ที่จำเป็นต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและสมอง ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากการนมชนิดอื่นๆ
  7. ปราศจากเชื้อโรค สารเคมี และรังสีต่างๆ ที่มาจากการกระบวนการสังเคราะห์เพื่อแปรรูป
  8. แน่ใจได้ว่า นมแม่ จะมีอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อความต้องการของเด็ก ไม่ต้องวัดความร้อน ไม่ต้องทำให้เย็น สามารถให้นมเด็กได้ทันที
  9. ช่วยป้องกันการเกิดเชื้อราภายในปากของเด็ก ซึ่งมักเกิดจากการใช้ขวดนม
  10. นมแม่ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งมักเกิดได้ง่ายกับเด็กที่ใช้นมชนิดอื่นๆ และยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจในวัยผู้ใหญ่ได้ด้วย
  11. การที่ให้เด็กทานนมจากเต้าของแม่ จะช่วยให้ฟันและเพดานปากของเด็กเข้ารูปได้ง่าย
  12. ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านจิตใจให้กับเด็ก เพราะเวลาให้นม เด็กก็ต้องอยู่ในอ้อมกอดของแม่ ซึ่งเป็นการกระทำที่ส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยของเด็กและยังทำให้เด็กได้รับความอบอุ่นทางด้านร่างกายและจิตใจด้วย

นมแม่ เป็นอาหารที่เหมาะสมกับเด็กในวัยแรกเกิดอย่างที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยและถกเถียงกัน และการให้เด็กกิน “นมแม่” ก็ยังส่งผลดีต่อภาวะหลังคลอดต่างๆ ที่คุณแม่ต้องประสบพบเจออีกด้วย เราสามารถพูดได้ว่า “นมแม่” ดีกับทั้งลูกและดีกับทั้งแม่ ดังนั้นคุณแม่ทั้งหลายที่ไม่ประสบปัญหานมไม่มีหรือนมไม่พอ ก็ควรหันมาให้นมลูกด้วยนมตนเองจะดีที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อให้ลูกของคุณมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย สมองและจิตใจที่ดี ซึ่งพบได้จากการที่เด็กได้กินนมแม่

ข้าวไรซ์เบอรี่ 12 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับข้าวไรซ์เบอรี่

ข้าวไรซ์เบอรี่ เป็นสายพันธุ์ข้าวเจ้าที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ดูแลรักษาสุขภาพด้วยแล้ว ข้าวไรซ์เบอรี่ย่อมถูกกล่าวถึงโดยทั่วกันเป็นแน่ และเพราะเหตุใด “ข้าวไรซ์เบอรี่” ถึงได้รับการกล่าวถึงและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นนั้นกัน บทความนี้ จะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับข้าวไรซ์เบอรี่ให้กับทุกท่านด้วย 12 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับข้าวสายพันธุ์ที่ชื่อว่า “ข้าวไรซ์เบอรี่”

12 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “ข้าวไรซ์เบอรี่”

  1. ข้าวไรซ์เบอรี่ เป็นสายพันธุ์ข้าวที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยคนไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  2. เป็นสายพันธุ์ข้าวที่ต้องปลูกโดยเกษตรอินทรีย์ มิฉะนั้นจะไม่ได้ข้าวที่มีคุณภาพพอเป็นที่จะเป็น ข้าวไรซ์เบอรี่ ซึ่งทำให้เรามั่นใจในเรื่องของคุณค่าทางโภชนาการที่สูงและสารเคมีที่มีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย
  3. เป็นข้าวที่สามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย แต่จะเหมาะมากกับผู้ที่ร่างกายมีความต้องการสารอาหารสูง อาทิ ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคโลหิตจาง เป็นต้น
  4. ข้าวไรซ์เบอรี่ มีวิตามินอี ที่มีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิเด้นท์ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ และยังช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจถึง 678 ug/100g
  5. มีโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็น ซึ่งช่วยในการทำงานของสมองถึง 25.51 mg/100g
  6. มีสารเบต้าแคโรทีน ที่เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอถึง 63 ug/100g
  7. มีสารโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดระดับน้ำตาล ป้องกันฟันพุ และยังช่วยลดกลิ่นปากถึง 113.5 mg/100g
  8. มีสารแทนนิน 89.33 mg/100g ซึ่งเพียงพอต่อการยับยั้งแบคทีเรียบางชนิดและถือได้ว่าไม่มากเกินที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย
  9. ข้าวไรซ์เบอรี่ มีสารแกมมา-โอโรซานอลกว่า 462 ug/g ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่าตัว
  10. มีโฟเลต ที่ช่วยบำรุงสมอง บำรุงเลือดถึง 48.1 ug/100g
  11. มีธาตุเหล็ก ที่ช่วยป้องกันโรคโลหิตจางถึง 13-18 mg/kg
  12. มีสังกะสี ที่คอยช่วยให้การทำงานของธาตุเหล็กเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพถึง 31.9 mg/kg

จากที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ข้าวไรซ์เบอรี่ เป็นข้าวที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังนิยมรับประทาน “ข้าวไรซ์เบอรี่” เพื่อลดปริมาณระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือดอีกด้วย และถ้ารับประทานเป็น “ข้าวไรซ์เบอรี่ในลักษณะข้าวกล้อง” ก็จะได้กากหรือใยอาหารที่ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายและลดอาการท้องผูกอีกด้วย ดังนั้น หากคุณคิดว่าอยากจะหันมารับประทาน “ข้าวไรซ์เบอรี่” เพื่อเป็นการดูแลสุขภาพ ก็จัดไปเลยอย่าได้รอช้า

ข้าวกล้อง

ข้าวกล้อง ! 15 ประโยชน์ของข้าวกล้อง ที่คุณอาจไม่เชื่อ ?

ข้าวกล้อง ปัจจุบันเราคงได้ยินชื่อนี้กันอยู่บ่อยๆ เพราะในยุคที่สุขภาพกลายเป็นเรื่องสำคัญ อาหารการกินที่ดีต่อสุขภาพก็มักถูกพูดถึงอยู่บ่อยๆ ซึ่ง “ข้าวกล้อง” ก็เป็นหนึ่งในอาหารเพื่อสุขภาพที่มีคนพูดถึงกันเป็นอย่างมาก เพราะหลายๆ คนอาจไม่เชื่อว่าแค่ “ข้าว” มันจะมีประโยชน์อะไรมากมายขนาดนี้ ในขณะที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ คุณก็อาจจะไม่เชื่อด้วยเหมือนกัน ถ้างั้น..เรามาดูกันเลยดีกว่า “ข้าวกล้อง” มันจะมีประโยชน์มากมายขนาดไหนกัน

ประโยชน์ของ “ข้าวกล้อง”

  1. ข้าวกล้อง เป็นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารหลัก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกาย ทำให้ร่างกายมีเรี่ยวแรง ไม่อ่อนเพลีย ไม่เวียนหัว
  2. โปรตีน สารอาหารหลักอีกชนิดที่มีอยู่ใน “ข้าวกล้อง” เป็นสารอาหารที่ให้ทั้งพลังงานและยังเป็นสารอาหารที่ช่วยในการเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย
  3. ไขมัน สารอาหารสำคัญที่เป็นตัวช่วยในการทำปฏิกิริยากับวิตาม A, D, E และ K ซึ่งถ้าร่างกายขาดซึ่งไขมัน การได้รับวิตามินเหล่านี้ไปก็ไร้ประโยชน์
  4. แคลเซียม ช่วยซ่อมแซมและเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง แม้ไม่ได้ดื่มนม ร่างกายก็ยังได้รับแคลเซียมเลย อะไรจะดีปานนี้
  5. วิตามินบี 1 วิตามินสำคัญที่ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา และยังเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยเร่งเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน เพื่อใช้เป็นพลังงานให้กับร่างกายอีกด้วย
  6. วิตามินบี 2 เป็นวิตามินที่ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก ซึ่งถ้าขาดวิตามินชนิดนี้แล้วละก็ รับรอง..นกกระจอกมาเยือนคุณแน่
  7. วิตามินบี 3 หนึ่งในวิตามินที่มีความสำคัญที่ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของผิวพรรณให้ดูสดใสและเปล่งปลั่งอีกด้วย
  8. ธาตุเหล็ก ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดงและป้องกันโรคโลหิตจาง
  9. ทองแดง สารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพของธาตุเหล็ก
  10. โซเดียม ถึงแม้ว่าจะกินมากไปแล้วไม่ดี แต่ใน “ข้าวกล้อง” ก็มีในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  11. ฟอสฟอรัส ช่วยเสริมสร้างสุขภาพของเหงือกและฟันให้แข็งแรง
  12. โพแทสเซียม หนึ่งในสารอาหารสำคัญที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
  13. แมกนิเซียม สารอาหารสำคัญที่ช่วยให้สารอาหารชนิดอื่นๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล
  14. สังกะสี ใครอยากเพิ่มคอลลาเจนเพื่อสุขภาพผิวที่ดี สังกะสีคือสารอาหารสำคัญที่ขาดไม่ได้
  15. กากหรือใยอาหาร ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ลดอาการท้องผูก

ข้าวกล้อง มีสารอาหารอยู่มากมายหลากหลายชนิดด้วยกัน อาจจะบอกได้เลยว่า “ข้าวกล้อง” เป็นอาหารทีมีสารอาหารครบเกือบทุกชนิด และสารอาหารต่างๆ ก็เป็นสารอาหารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น ดังนั้น หากคุณสนใจและใส่ใจสุขภาพของตัวเอง ก็ลองเปลี่ยนมาทาน “ข้าวกล้อง” แทนข้าวขาวหรือข้าวขัดสีกันดีกว่า ซึ่งถ้าเทียบความอร่อย “ข้าวกล้องก็อาจจะสู้ไม่ได้” แต่ถ้าเทียบเรื่องประโยชน์ต่อสุขภาพแล้วละก็ ข้าวกล้อง จะสามารถชนะคะแนนได้แบบขาดลอยเลยทีเดียว