ผู้ป่วยโปลิโอ

โปลิโอ (Poliomyelitis) สาเหตุและอาการของโรคโปลิโอ

โปลิโอ (Poliomyelitis) เป็นโรคทางระบบประสาทและสมอง “โรคโปลิโอ” เป็นโรคที่พบได้มากในเด็กส่วนผู้ใหญ่นั้นพบได้น้อยมาก เป็นโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบของประสาทและไขสันหลัง ซึ่งเป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อแขนขาลีบและในที่สุดก็จะพิการไปตลอดชีวิต ปัจจุบัน “โรคโปลิโอ” นั้นพบได้ค่อนข้างน้อยมากเมื่อเทียบกับในอดีต เนื่องจากมีการให้ความรู้และรณรงค์ให้รับ “วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ” ได้อย่างทั่วถึง

สาเหตุและอาการของ “โรคโปลิโอ”

โปลิโอ เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า “Polio Virus” ซึ่งเชื้อนี้ได้ปนเปื้อนอยู่กับอาหารและน้ำดื่ม เมื่อรับประทานเข้าไปเชื้อจะผ่านเข้าไปอยู่ที่บริเวณคอหอย จากนั้นเชื้อจะแบ่งตัวที่บริเวณเนื้อเยื้อตรงคอหอย หลังจากนั้นเชื้อก็จะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดแล้วจึงไปสู่สมองและไขสันหลังซึ่งเป็นส่วนที่คอยบังคับการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยเชื้อจะเริ่มฟักตัวเมื่อผ่านไป 3-35 วัน แต่ก็พบได้บ่อยเช่นกันว่าเชื้อจะเริ่มฟักตัวภายใน 6-20 วัน “ผู้ติดเชื้อโปลิโอส่วนใหญ่” ร้อยละ 90 จะไม่แสดงอาการของโรคเลยแม้แต่น้อย และมีเพียงไม่ถึงร้อยละ 10 ที่อาจจะแสดงอาการของโรคออกมา โดยอาการที่อาจเกิดขึ้นก็เป็นเหมือนอาการคนป่วยทั่วๆ คือ มีอาการไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ คลื่นไส้อาเจียน และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะแสดงการของการอักเสบทางสมองและไขสันหลังจนทำให้แขนขาเริ่มเป็นอัมพาต

อาการของผู้ป่วย “โรคโปลิโอ”

อาการของผู้เป็นโรคโปลิโอ จะมีอาการของโรคคล้ายกับเป็นไข้หวัดดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น แต่เมื่อโรคเริ่มแสดงอาการชัดเจน ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้สูงผิดปกติ อาจมีอาการท้องอืด ท้องเดินหรือท้องผูกด้วย และต่อมาก็จะเริ่มมีอาการคอแข็ง หลังแข็ง เจ็บปวดกล้ามเนื้อ แขนขาเริ่มอ่อนแรง ในบางรายอาจมีอาการดังกล่าวแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นในขณะที่ไข้ขึ้นสูง และถ้าหากมีอาการรุนแรงมาก ก็อาจจะทำให้แขนขาทั้งหมดและกล้ามเนื้อหัวใจเป็นอัมพาตไปด้วย ซึ่งถ้าเกิดอาการดังกล่าวก็จะทำให้ผู้ป่วยหายใจไม่ออกและมีโอกาสทำให้เสียชีวิตได้

การรักษาและการป้องกัน “โรคโปลิโอ”

ในกรณีที่มีการพบว่ามีผู้ป่วยที่มีอาการแขนขาอ่อนแรง ให้ญาติหรือผู้พบเห็นรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที เพราะยังอาจจะช่วยเยี่ยวยาและลดอาการของโรคได้ ซึ่งในระยะยาวก็อาจทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาเป็นปกติได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง โดยเฉพาะกับป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ก็จะมีโอกาสกลับมาเป็นปกติได้ค่อนข้างมาก ส่วนวิธีการในการดูแลรักษาผู้ป่วยก็จะเป็นการดูแลตามอาการของผู้ป่วย หลังจากนั้นแพทย์ก็จะให้คำแนะนำสำหรับรักษาและการบำบัดผู้ป่วยให้ญาติได้นำไปปฏิบัติ และควรจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

สำหรับการป้องกันโรคโปลิโอ ในปัจจุบันได้มีการค้นพบและผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคแล้ว อีกทั้งยังมีการรณรงค์ให้รับวัคซีนป้องกันโรคโปลิโออย่างทั่วถึง ในการให้วัคซีนนั้นสามารถทำได้โดยให้พ่อแม่ผู้ปกครองพาบุตรหลานของท่านไปยังโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยใกล้บ้านเพื่อรับวัคซีน โดยในการรับวัคซีนนั้นจะต้องได้รับครั้งแรกตอนที่เด็กมีอายุได้ 2 เดือน ครั้งที่สอง ตอนอายุ 4 เดือน และครั้งที่ 3 ตอนอายุ 6 เดือน และเมื่อเด็กโตขึ้นก็จะมีการให้วัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคอีก 2 ครั้ง ในตอนที่เด็กมีอายุ 1 ปี และ 4 ปี ตามลำดับ ซึ่งหากเกินกำหนดช่วงเวลาที่เด็กจะต้องได้รับวัคซีน ก็ให้รีบพาเด็กไปให้วัคซีนโดยเร็วที่สุด เพราะถึงแม้ว่าจะเกินกำหนดเวลาแต่ก็ยังสามารถที่ให้วัคซีนได้อยู่

โปลิโอ เป็นโรคที่น่ากลัวและรุนแรงก็จริงอยู่ แต่ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองให้ความใส่ใจ บุตรหลานของท่านก็จะห่างไกลจาก “โรคโปลิโอ” ได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเมื่อเด็กมีอายุครบตามกำหนดที่จะต้องรับวัคซีน พ่อแม่ผู้ปกครองควรตรวจสอบว่า บุตรหลานของท่าน ได้รับ “วัคซีนโรคโปลิโอ” แล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ได้รับหรือได้รับแล้วแต่ยังไม่ครบ ก็ควรรีบพาบุตรหลานของท่านไปรับวัคซีน (โปลิโอ) ที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยโดยด่วน อย่าปล่อยปละละเลยต่อบุตรหลานของท่านเป็นอันขาด

หัด หรือ โรคหัด (Measles)

โรคหัด – อาการ, สาเหตุ, วิธีรักษา, การป้องกัน

โรคหัด เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส พบได้ในเด็กที่มีอายุ 2-14 ปี และพบได้บ่อยในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคหัดเป็นโรคที่สามารถแพร่กระจายได้ง่าย ซึ่งทำให้มีการพบผู้ป่วยโรคหัดได้ตลอดทั้งปี แต่มักจะเกิดขึ้นบ่อยในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนของปี และมักจะพบการป่วยเป็น “โรคหัด” ได้มากในพื้นที่ที่มีความแออัด เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียน เป็นต้น

สาเหตุของโรคหัด

โรคหัดเป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า “Rubeola Virus” ซึ่งผู้ป่วยจะมีเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย เสมหะและปัสสาวะของผู้ป่วย จึงทำให้เชื้อสามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านการไอหรือจามของผู้ป่วย เมื่อผู้ที่ไม่ป่วยสูดดมเอาละอองเสมหะของผู้ป่วยเข้าไป ก็จะทำให้ได้รับเชื้อ นอกจากนี้การสัมผัสร่างกายและข้าวของเครื่องใช้ของผู้ป่วย ก็จะมีโอกาสทำให้ได้รับเชื้อได้เช่นเดียวกัน และเมื่อเชื้อเข้าไปสัมผัสกับเยื่อบุของโพรงจมูก เยื่อบุทางเดินหายใจ เยื่อบุตา ก็จะเกิดการแบ่งตัวและเข้าสู่กระแสเลือด ผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจและส่วนอื่นๆ ของร่ายกาย

อาการและภาวะแทรกซ้อนของโรคหัด

โรคหัด จะมีระยะฟักตัวอยู่ที่ประมาณ 9-11 วัน หลังจากที่ได้รับเชื้อ เมื่อเชื้อฟักตัวและแพร่กระจาย ผู้ป่วยจะมีอาการตัวร้อนขึ้นทันทีทันใด มีไข้สูงอยู่ตลอดเวลาเหมือนเป็นไข้หวัดแต่ไข้ไม่ลด เกิดอาการซึม กระสับกระส่าย ร้องไห้งอแง เบื่ออาหาร มีน้ำมูกใสๆ ไอ้แห้งๆ ตาอาจแดงและไม่สู้แสง อาจมีการถ่ายเหลวอยู่บ่อยครั้งเหมือนท้องเสีย และอาจมีไข้สูงมากจนเกิดอาการชักได้

หลังจากที่มีไข้ประมาณ 3-4 วันแล้ว ก็จะแสดงอาการของโรคหัดขึ้นมา คือ เริ่มมีผื่นขึ้น โดยผื่นจะมีลักษณะสีแดงแบนราบเท่าหัวเข็มหมุดแต่ไม่คัน โดยจะเริ่มขึ้นที่ชายผม หน้าผาก หลังหู ใบหน้า ไล่ลงมาตามลำคอ หน้าอก แขน ฝ่ามือ ท้อง ขา และฝ่าเท้า โดยระยะเวลาที่ผื่นเริ่มลามนั้นจะใช้เวลาประมาณ 24-72 ชั่วโมง หลังจากที่ผื่นเริ่มออกเต็มที่แล้วจะค่อยๆ จางลงเป็นสีคล้ำและจะลอกเป็นแผ่นบางๆ และหายไปใน 7-10 วัน ในบางรายผู้ป่วยก็อาจจะนานกว่า แต่ถ้าผื่นไม่ลดลงและหายไป ก็อาจบ่งบอกได้ว่ามีการอาการแทรกซ้อนหรือติดเชื้อแบคทีเรียก็เป็นได้

โรคหัด อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ขึ้นได้ ที่มีการพบบ่อยที่สุดก็คือ อาการปอดอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ นอกจากอาการปอดอักเสบแล้ว อาการท้องเดิน หูชั้นกลางอักเสบ หลอมลมอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ ก็เป็นอาการแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยรองลงมา และอีกหนึ่งภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงก็คือ อาการสมองอักเสบ ซึ่งจากสถิติพบว่าในจำนวนผู้ป่วย 1,000-2,000 คน จะพบได้ 1 คน ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการสมองอักเสบมีเปอร์เซ็นการเสียชีวิตถึงร้อยละ 15 หรือไม่ก็อาจจะพิการทางสมอง

การป้องกันโรคหัด

  1. โรคหัด สามารถป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน โดยการพาเด็กไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มแรกตอนที่เด็กมีอายุประมาณ 9-12 เดือน และ เข็มที่สองตอนอายุ 4-6 ปี แต่ในกรณีที่พบว่ามีการระบาดของโรคก็สามารถที่จะฉีดเข็มแรกได้ตั้งแต่ตอนที่เด็กอายุประมาณ 6-9 เดือน ฉีดครั้งที่ 2 ตอนอายุ 12 เดือน และเมื่อเด็กอายุประมาณ 4-6 ปี ก็ให้ฉีดอีกครั้ง
  2. สำหรับเด็กที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกัน แต่พบว่ามีการได้รับเชื้อหรือคาดว่าอาจได้รับเชื้อ ก็ให้รีบพาไปฉีดวัคซีนป้องกันทันที
  3. นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว ก็ควรสอนให้เด็กรู้จักป้องกันตนเองจากเชื้อโรค โดยให้เด็กล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และทำความสะอาดภาชนะที่ใช้รับประทานอาหารทุกครั้ง เช่น แก้ว ช้อน ส้อม เป็นต้น แค่นี้ก็ช่วยป้องกันการติดเชื้อได้มากแล้ว
  4. ในโรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็ก หากพบว่าเด็กมีอาการไข้ ก็ให้แยกเด็กคนที่เป็นไข้ ออกจากเด็กอื่นๆ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อของโรค

โรคหัด เป็นโรคที่ติดต่อที่ถือได้ว่ารุนแรงพอสมควรโดยเฉพาะเมื่อ “โรคหัดเกิดขึ้นกับเด็ก” ซึ่งยังอยู่ในวัยที่ร่างกายยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรง โอกาสที่จะทำให้อาการของ “โรคหัด” รุนแรงก็มีมากขึ้น และถ้าอาการรุนแรงมากก็อาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นเมื่อเด็กอายุครบตามกำหนดของการฉีดวัคซีน พ่อแม่ผู้ปกครองก็ควรพาเด็กไปฉีดวัคซีนตามที่กำหนด และเมื่อเด็กโตขึ้นพอที่จะเรียนรู้ได้ ก็ควรสอนให้เด็กรักษาความสะอาดให้เป็นนิสัย เพื่อเป็นการ “ป้องกันโรคหัด” ด้วยอีกทางหนึ่ง

ปวดหัวมีไข้

ยาแก้ปวดลดไข้ สรรพคุณและวิธีใช้ยาแก้ปวดแต่ละชนิด

ยาแก้ปวดลดไข้ ยากลุ่มนี้เป็นยาที่ไว้ใช้ในการลดไข้และบรรเทาอาการปวดทุกชนิด อาทิ ปวดหัว ปวดข้อ ปวดประจำเดือน เป็นต้น ซึ่งตัวยาที่นิยมใช้ก็มีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ 1) พาราเซตามอล 2) แอสไพริน 3) ทรามาดอล ซึ่งยาแต่ละตัวก็มีสรรพคุณที่เหมือนและแตกต่างกันออกไป และเหมาะสำหรับการใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการแตกต่างกันออกไปเช่นเดียวกัน

สรรพคุณของยาแก้ปวดลดไข้แต่ละชนิด

  1. พาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาที่มีสรรพคุณในการลดไข้ แก้ตัวร้อน และลดอาการปวดทุกชนิด เป็นยาที่มีฤทธิ์ไม่รุนแรง จึงถูกนำมาใช้กับคนทุกเพศทุกวัยและมักมีเอาไว้ประจำบ้านหรือที่เรียกว่ายาสามัญประจำบ้าน ซึ่งยี่ห้อยาที่เป็นตัวยาพาราเซตามอลที่รู้จักกันทั่วไป ก็ได้แก่ ซาร่า ไทลินอล พาราเซต พารามอล เป็นต้น
  2. แอสไพริน (Aspirin) เป็นยาที่มีสรรพคุณเช่นเดียวกันกับพาราเซตามอลและยังมีฤทธิ์ป้องกันลิ่มเลือด ซึ่งทำให้หลอดเลือดอุดตัน และยังมีฤทธิ์คล้ายยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์อีกด้วย แต่เป็นยาที่ไม่ควรซื้อมาใช้แบบทั่วไป และไม่ควรซื้อมาเก็บเอาไว้ในบ้าน ควรเลือกพาราเซตามอลเป็นยาสามัญประจำบ้านแทนจะเหมาะสมกับคนในบ้านมากกว่า
  3. ทรามาดอล (Tramadol) เป็นยาที่มีสรรพคุณเช่นเดียวกับ พาราและแอสไพริน แต่มีฤทธิ์ที่ค่อนข้างรุนแรงกว่ามาก นิยมนำมาใช้เป็นยาเพื่อบรรเทาอาการไมเกรน ปวดประสาท เป็นต้น

วิธีใช้ยาแก้ปวดลดไข้แต่ละชนิด

  1. พาราเซตามอล เป็น “ยาแก้ปวดลดไข้” ที่สามารถนำใช้ได้กับคนทั่วไปทุกเพศทุกวัย โดยผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด (ขนาด 500 มิลลิกรัม) และสามารถทานหากยังไม่ดีขึ้น โดยให้เว้นระยะห่างระหว่างการกินแต่ละครั้งประมาณ 4-6 ชั่วโมง และในหนึ่งวันไม่ควรทานเกิน 5 ครั้ง ส่วนเด็กควรพาไปพบแพทย์และรับยาที่เหมาะสมเพราะเด็กแต่ละวัยก็ใช้ยาในขนาดที่ไม่เท่ากัน
  2. ตัวยาแอสไพรินโดยทั่วไปจะมีขนาด 300 มิลลิกรัม ในผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 2 เม็ด และหากอาการไม่ดีขึ้นก็สามารถทานซ้ำได้ โดยเว้นระยะในการทานประมาณ 4-6 ชั่วโมง และไม่ควรใช้เกิน 4 ครั้งต่อวัน สำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปี ไม่แนะนำให้ใช้
  3. ส่วนทรามาดอลเหมาะกับการใช้ในผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนและปวดประสาท ตัวยาโดยทั่วไปจะมีขนาด 50 มิลลิกรัม ให้รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด ทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง หากอาการยังไม่ดีขึ้น และไม่ควรใช้เกินกว่า 400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ ไม่ควรทานเกิน 4 ครั้งต่อวัน

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังจากการใช้ “ยาแก้ปวดลดไข้”

  1. พาราเซตามอลเป็นยาที่มีผลข้างเคียงในการใช้ไม่มาก แต่หากใช้เกินขนาดหรือใช้เป็นเวลานานก็จะมีผลต่อตับและไต ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการตับหรือไตวายเฉียบพลันจนอาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นในการใช้ควรใช้เมื่อพบว่ามีอาการปวดหรือเป็นไข้เท่านั้น และไม่ควรใช้เกินวันละ 4 ครั้ง และควรหยุดใช้ทันทีเมื่อหายปวดหรือหายไข้แล้ว
  2. ตัวยาแอสไพริน เป็นยาที่มีผลข้างเคียงพอสมควร อาทิ ทำให้เกิดการแพ้ เป็นลมพิษ ผื่นคัน หอบหืด ช็อก หรือทำให้อาการแพ้อื่นๆ กำเริบ ทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร จนอาจทำให้กระเพาะอักเสบและเป็นแผลได้ ดังนั้นควรกินหลังอาหารทันที ไม่ควรใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์เป็นอันขาด เพราะจะทำให้เกิดการเสริมฤทธิ์ของยาและทำให้กัดกระเพาะมากยิ่งขึ้น การใช้ยาในปริมาณมากก็อาจทำให้เกิดอาการหูอื้อและมีเสียงดังในหูได้
  3. สำหรับทรามาดอล เป็นยาที่ไม่ควรใช้กับคนทั่วไปเพราะยามีฤทธิ์รุนแรง และอาจส่งผลข้างได้ค่อนข้างมาก เช่น เวียนศีรษะ ง่วงนอน ท้องผูก คลื่นไส้ อาการเหล่านี้เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ใช้ยาแอสไพริน และหากใช้ยาเกินขนาดก็อาจส่งผลให้เกิดอาการซึม รูม่านตามหดเล็ก ชัก หมดสติ เป็นต้น และควรหลีกเลี่ยงใช้ตัวยาทรามาดอลร่วมกับตัวยาแอมเฟตามีนเป็นอันขาด เพราะจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการชักได้

ยาแก้ปวดลดไข้ ทั้ง 3 ชนิด เป็นยาที่ถูกนำมาใช้เพื่อลดอาการปวดหรืออาการไข้ แต่ทางที่ดีแล้ว หากมีอาการปวดหรือไข้ที่ไม่รุนแรง ก็ควรใช้เช็ดตัวและพักผ่อนให้เพียงพอ ทานน้ำอุ่นเยอะๆ ห่มผ้าให้ร่างกายอบอุ่นแทนการใช้เพื่อลดอาการจะดีที่สุด แต่หากต้องใช้ยาจริงๆ ก็เลือกตัวยาพาราเซตามอลที่มีฤทธิ์ที่ค่อนข้างอ่อนแทนการใช้แอสไพรินหรือทรามาดอล

ไข้หวัดใหญ่ – อาการ, สาเหตุ, วิธีรักษา, การป้องกัน

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ คือ โรคติดต่อที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย และเป็นโรคที่สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่มักจะพบไข้หวัดใหญ่ได้มากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว และในบางปีก็จะพบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ไปทั่ว อีกทั้งยังเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วเป็นจำนวนมาก ดังนั้นโรคไข้หวัดใหญ่จึงถือได้ว่าเป็นโรคติดต่อที่ค่อนข้างรุนแรง หากได้รับการรักษาไม่ทันก็อาจทำให้เสียชีวิตจากการเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ได้ ดังนั้น หากรักษาตนเองในเบื้องต้นแล้วยังไม่หาย และยังคงมีไข้สูงอยู่ ก็อาจเสี่ยงเป็นไข้หวัดใหญ่

อ่านเพิ่มเติม
ปวดกล้ามเนื้อ

ยาคลายกล้ามเนื้อ วิธีใช้และข้อควรระวังในการใช้ยา

ยาคลายกล้ามเนื้อ (Muscle relaxants) เป็นยาที่มีสรรพคุณในการคลายอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย อาทิ กล้ามเนื้อส่วนคอ กล้ามเนื้อส่วนหลัง กล้ามเนื้อส่วนขา กล้ามเนื้อส่วนแขน และข้อต่อตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เป็นต้น ซึ่งมีตัวยา (ยาคลายกล้ามเนื้อ) ที่นิยมใช้กันอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ

  1. เมโทคาร์บามอล (Methocarbamol)
  2. คาริโซโพรดอล (Carisoprodol)

วิธีใช้ตัวยาเมโทคาร์บามอล (Methocarbamol)

ยาคล้ายกล้ามเนื้อ เมโทคาร์บามอลเป็นหนึ่งในตัวที่นิยมใช้ ตัวอย่างชื่อทางการค้าของตัวยาเมโทรคาร์บามอลที่มีการผลิตและจำหน่ายก็ได้แก่ แล็กแซน (Laxan) และ ไมโอมีทอล (Myomethol) เป็นต้น ซึ่งยาตัวนี้ไม่ควรนำมาใช้กับเด็กที่อายุต่ำกว่า 16 ปี โดยในการใช้นั้นให้รับประทานในช่วง 2-3 วันแรก ในปริมาณ 4 ครั้งต่อวัน ครั้ง 3 เม็ด เมื่ออาการเริ่มดีขึ้นให้รับประทานในวันต่อๆ ไปในปริมาณ 4 ครั้งเท่าเดิม แต่ลดปริมาณในแต่ละครั้งลงให้เหลือเพียง 1-2 เม็ดต่อครั้ง

วิธีใช้ตัวยาคาริโซโพรดอล (Carisoprodol)

คาริทาโซน (Caritasone) และ เซนพาดอล (Cenpadol) คือ ตัวอย่างชื่อทางการค้าของตัวยาคาริโซโพรดอล ที่มีการผลิตและจัดจำหน่าย ซึ่งจะมีการผสมตัวยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในปริมาณ 350 มิลลิกรัม หรือ 250 มิลลิกรัม และใช้คาริโซโพรดอล 175 มิลลิกรัม หรือ 250 มิลลิกรัม ซึ่งจะสามารถใช้ได้กับเด็กที่อายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ห้ามใช้กับเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี โดยให้รับประทานครั้ง 1-2 หลังอาหารทันที และรับประทานต่อไปซักระยะจนกว่าอาการจะทุเลา

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังในการใช้ “ยาคลายกล้ามเนื้อ”

  1. ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นยาที่ห้ามใช้ยากับผู้ที่มีประวัติเคยแพ้ยาและผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก โดยเฉพาะกับตัวยา เมโทคาร์บามอล (Methocarbamol)
  2. หลีกเลี่ยงการใช้ยาร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ เพราะอาจทำให้การเสริมฤทธิ์ยา จนทำให้เกิดอาการ ความดันต่ำ เดินเซ แขนขาอ่อนแรง เป็นต้น
  3. ห้ามใช้ยาเกินขนาดเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดอาการง่วงซึม หัวใจเต้นผิดจังหวะ อ่อนแรง หายใจลำบาก และหมดสติได้
  4. ยาคลายกล้ามเนื้อ อาจทำให้เกิดอาการ ง่วงนอน มึนงง ปวดศีรษะ เวียนหัว ตาพร่ามัว คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ทั่วไป หรืออาจทำให้เกิดผื่นคัน ลมพิษ ลมพิษยักษ์ หากผู้ใช้มีอาการแพ้ยา
  5. หลีกเลี่ยงการใช้ยากับผู้ที่ตับหรือไตทำงานบกพร่อง
  6. ในหญิงตั้งครรภ์หรือหญิงที่กำลังให้นมบุตร ควรระมัดระวังในการใช้ยา

ยาคลายกล้ามเนื้อ ถือได้ว่าเป็นยาอีกชนิดที่มีความนิยมใช้กันค่อนข้างมาก เพราะร่างกายมักเกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งตัวอยู่บ่อยๆ ดังนั้นหากต้องการซื้อ “ยาคลายกล้ามเนื้อ” มาใช้ควรปรึกษาเภสัชกรเสียก่อน หรือไม่ก็ไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คอาการและรับยาที่เหมาะสม

ทรามาดอล (Tramadol)

ทรามาดอล (Tramadol) สรรพคุณและวิธีใช้ยาทรามาดอล

ทรามาดอล (Tramadol) เป็นยาแก้ปวดลดไข้ที่มีฤทธิ์ระดับปานกลางถึงขั้นรุนแรง ยาชนิดนี้ (ทรามาดอล) ไม่ใช่ยาที่เกิดขึ้นจากอนุพันธ์ฝิ่น แต่ออกฤทธิ์โดยจับกับตัวรับฝิ่น ทำให้มีฤทธิ์ของ “ยาทรามาดอล” ที่คล้ายยาที่เกิดขึ้นจากอนุพันธ์ฝิ่น แต่มีฤทธิ์น้อยกว่า 5-20 เท่า จึงถือว่าตัวยาชนิดนี้ (ทรามาดอล) ไม่ใช่ตัวยาที่เป็นยาเสพติด

สรรพคุณและวิธีใช้ยาทรามาดอล

ทรามาดอล คือ ยาใช้ในการบรรเทาอาการปวดที่มีอาการระดับปานกลางไปจนถึงขั้นรุนแรง เช่น อาการปวดไมเกรน ปวดข้อ ปวดหัวเข่า ปวดหลัง ปวดประสาท และอาการปวดอื่นๆ เป็นยาที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายยา ซึ่งจะมีอยู่ 2 ประเภทด้วย

  1. ทรามาดอลชนิดเม็ด 50 มิลลิกรัม
  2. ทรามาดอลชนิดแคปซูล 50 มิลลิกรัม

ทรามาดอล ควรใช้กับผู้ใหญ่เท่านั้น โดยในการใช้ยาแต่ละครั้งควรอยู่ที่ขนาด 50-100 มิลลิกรัม หรือ 1-2 เม็ด ต่อครั้งเท่านั้น โดยสามารถใช้ซ้ำได้ใน 1 วัน ไม่เกิน 4 ครั้ง หรือ 400 มิลลิกรัม และให้เว้นระยะห่างในการใช้ยาเป็นเวลา 4-6 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่มีอายุเกินกว่า 75 ปี ไม่ควรใช้ยาเกิน 300 มิลลิกรัม หรือ 6 เม็ด ต่อวัน และเป็นยาที่ไม่ควรใช้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี เป็นอันขาด อันเนื่องมาจากฤทธิ์ที่ค่อนข้างรุนแรงยา

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังในการใช้ยาทรามาดอล

  1. ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้งานชนิดนี้ ได้แก่ อาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ง่วงนอน ท้องผูก คลื่นไส้ อาการเหล่านี้เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยในการใช้ยา
  2. เกิดอาการอ่อนเพลีย ปากแห้ง จุกแน่นท้อง อาเจียน ตาพร่ามั่ว ใจสั่น ประสาทหลอน ปัสสาวะบ่อย เป็นต้น อาการข้างเคียงเหล่านี้พบได้ค่อนข้างน้อย
  3. ไม่ควรใช้ยาชนิดนี้ร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ และสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอื่นๆ เพราะอาจทำให้เกิดการเสริมฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางมากยิ่งขึ้น
  4. ควรหลีกเลี่ยงการใช้ “ทรามาดอล” ร่วมกับยาที่มีส่วนผสมของแอมเฟตามีน ยาแก้ซึมเศร้า เนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดอาการชักได้
  5. ไม่ควรใช้ยาเกินขนาดเป็นอันขาด เนื่องจากเป็นยาที่มีฤทธิ์ค่อนข้างรุนแรงอยู่แล้ว การใช้ยาเกินขนาดอาจส่งผลให้เกิดอาการซึม รูม่านตาหดเล็ก ชัก หรือ หมดสติได้

ทรามาดอล (Tramadol) เป็นยาที่มีฤทธิ์ค่อนข้างรุนแรง ถึงแม้ว่าจะเป็นยาที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา แต่ก็ไม่ควรนำยานี้ (ทรามาดอล) มาเป็นยาสามัญประจำบ้านเด็ดขาด เพราะหากคนในบ้านไม่รู้ถึงสรรพคุณและฤทธิ์ของ “ยาทรามาดอล” ก็อาจส่งผลข้างเคียงและเป็นอันตรายได้ ดังนั้นหากต้องการใช้ยาตัวนี้ (ทรามาดอล) ก็ควรใช้เป็นกรณีไป เช่น ใช้สำหรับผู้ป่วยไมเกรน ปวดประสาท ปวดเข่า เป็นต้น แต่หากต้องการมียาสำหรับแก้ปวดลดไข้ไว้ประจำบ้าน ก็ควรเลือกยาพาราเซตามอล (Paracetamol) จะดีกว่า

พาราเซตามอล

พาราเซตามอล (Paracetamol) สรรพคุณและวิธีใช้ยาพารา

พาราเซตามอล (Paracetamol) หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ยาพารา” เป็นยาที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “ใช้สำหรับลดไข้บรรเทาปวด” เป็นยาที่หาซื้อได้ทั่วไปและเป็นที่นิยม อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในยาสามัญประจำบ้าน ที่มักซื้อเก็บเอาไว้ใช้บรรเทาอาการไข้และอาการปวดในเบื้องต้น

สรรพคุณของ “ยาพาราเซตามอล”

  1. ใช้เพื่อบรรเทาหรือลดอาการไข้และตัวร้อน
  2. ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดทุกชนิด อาทิ ปวดหัว ปวดขา ปวดประจำเดือน เป็นต้น

พาราเซตามอล เป็นยาที่มีสรรพคุณในการลดไข้บรรเทาปวดเป็นหลัก มีฤทธิ์คล้ายกับยาด้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ แต่จะมีฤทธิ์ที่ค่อนข้างอ่อนกว่ามาก จึงไม่ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร อาการแพ้และอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เหมือนกับยาแอสไพริน (Aspirin)

ดังที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่า พาราเซตามอล เป็นยาที่มีขายกันโดยทั่วไป จึงทำให้มีการผลิตยาพาราออกมาจำหน่ายอยู่หลายยี่ห้อด้วยกัน อาทิ ซารา ไทลีนอล พานาดอล พารามอล เป็นต้น และก็มีการผลิตยาพาราให้เหมาะสมกับการใช้งานออกมาอยู่ 3 รูปแบบด้วยกัน คือ

  1. ชนิดน้ำเชื่อม จำหน่ายเป็นขวด ซึ่งมักจะนิยมใช้ในเด็กซึ่งกินยายาก
  2. ชนิดเม็ด มักจะใช้กับผู้ใหญ่หรือกับเด็กที่โตแล้ว และสามารถกินยาเม็ดได้
  3. ชนิดฉีด มักจะใช้กันในโรงพยาบาล สาธารณสุขและคลินิกต่างๆ

วิธีใช้ “ยาพาราเซตามอล”

พาราเซตามอลชนิดกิน

อายุ / วัยขนาดยาที่ใช้
0-3 เดือน40 มก. (1.2 มล.) ต่อครั้ง
4-11 เดือน80 มก. (3.4 มล.) ต่อครั้ง
12-23 เดือน120 มก.  (5 มล. หรือ 1 ช้อนชา) ต่อครั้ง
 2-3 ปี160 มก. (6.7 มล. หรือ ครึ่งเม็ด (ขนาดเม็ด 325 มก.) ) ต่อครั้ง
 4-5 ปี240 มก. (2 ช้อนชา หรือ ครึ่งเม็ด (ขนาดเม็ด 500 มก.) ) ต่อครั้ง
 6-8 ปี320 มก. (1 เม็ด (ขนาดเม็ด 325 มก.) ) ต่อครั้ง
 ผู้ใหญ่500-1000 มก. (1-2 เม็ด (ขนาดเม็ด 500 มก. ) ) ต่อครั้ง

การใช้ยาพาราเพื่อลดอาการไข้บรรเทาปวดนั้น ควรใช้ตอนที่มีอาการเท่านั้น และหากยังไม่หายก็ให้กินซ้ำได้ โดยให้เว้นระยะห่างระหว่างครั้งอยู่ที่ประมาณ 4-6 ชั่วโมง และสำหรับผู้ใหญ่ ไม่ควรรับประทานเกิน 4 ครั้งต่อวัน ส่วนเด็กไม่ควรเกิน 5 ครั้งต่อวัน

พาราเซตามอลชนิดฉีด

พาราเซตามอลชนิดฉีดนั้น มักจะไม่ได้ใช้กันโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะนำไปใช้ตามคลินิกและโรงพยาบาล โดยจะใช้เมื่อผู้ป่วยมีอาการไข้ค่อนข้างหนัก คลื่นไส้อาเจียน กินไม่ได้ โดยจะฉีดครั้งละ ครึ่งหลอด ถึง 1 หลอด สำหรับผู้ใหญ่ ส่วนเด็กจะฉีดให้ครั้งละ 1 ส่วน 4 ถึง ครึ่งหลอด

ข้อควรระวังและผลข้างเคียงจากการใช้ยาพาราเซตามอล

  1. ในผู้ใหญ่ ไม่ควรใช้ยาเกิน 4 ครั้งต่อวัน หรือไม่ควรเกิน 4 กรัมต่อวัน ส่วนในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี ไม่ควรใช้ยาเกินวัน  5 ครั้ง หรือ ไม่ควรเกิน 1200 มิลลิกรัม
  2. การใช้งานเกินขนาด อาจทำให้เกิดโรคตับวายเฉียบพลันได้ เนื่องจากยาไปทำลายเซลล์ตับ ซึ่งอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตหากเกิดอาการตับวายเฉียบพลัน
  3. การใช้ยาติดต่อเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการไตอักเสบได้
  4. การใช้ยาเกินขนาดหรือใช้ยาติดต่อกับเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดภาวะไตเรื้อรัง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้เช่นกัน
  5. อาจทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น ผื่นคัน ลมพิษ หอบหืด แต่ก็เป็นกรณีที่เกิดขึ้นน้อยมาก
  6. ห้ามใช้ยากับผู้มีประวัติเคยแพ้ยาและผู้ที่เป็นโรคตับหรือโรคไตวายระยะรุนแรง

หมายเหตุ : ในกรณีที่มีการพบเห็นหรือปรากฏว่ามีการใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาด ควรรีบทำให้อาเจียน โดยการใช้นิ้วล้วงคอ หรือใช้วิธีการอื่นๆ ที่จะช่วยให้อาเจียน เพื่อเป็นการลดปริมาณการดูดซึมยาของกระเพาะอาหาร และรีบนำโรงพยาบาลโดยด่วน

พาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาที่สรรพคุณในการช่วยลดไข้บรรเทาปวด เป็นยาที่สามารถหาซื้อได้โดยทั่วไปและเป็นยาที่คนทั่วไปมักคิดว่า กินเองได้ไม่ต้องไปหาหมอ แต่การกิน “ยาพาราเซตามอล” เอง โดยไม่มีความรู้เกี่ยวกับยา (พาราเซตามอล) เลย ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาได้ ดังนั้นจึงควรใช้ยา (พาราเซตามอล) ตามคำสั่งแพทย์หรืออ่านรายละเอียดในการใช้ยา (พาราเซตามอล) ให้ดีก่อนที่จะใช้

แอสไพริน (Aspirin) สรรพคุณและวิธีใช้ยาแอสไพริน

แอสไพริน (Aspirin) เป็นยาที่หลายๆ คนคงคุ้นหูกันเป็นอย่างดี แต่คงมีไม่กี่คนที่รู้ว่ายาตัวนี้มีสรรพคุณอย่างไร ซึ่งไม่เหมือนกับพาราเซตามอลที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ยาตัวนี้เป็นยาที่จัดอยู่ในกลุ่มยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์มีฤทธิ์เหมือนกับยาตัวอื่นๆ ในกลุ่มยาแก้ปวดลดไข้

สรรพคุณของ “ยาแอสไพริน”

  1. ลดไข้ หรือ ลดอาการตัวร้อน
  2. ลดอาการปวดทุกชนิด อาทิ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดข้อ เป็นต้น
  3. ต้านอาการอักเสบ (เป็นยาที่ไม่ใช่สตีรอยด์)
  4. ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดสมองและหัวใจ

วิธีใช้ “ยาแอสไพริน”

  1. ใช้เพื่อลดไข้ ผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 2 เม็ด เมื่อมีอาการ และสามารถทานซ้ำได้หากยังไม่ดีขึ้น โดยให้เว้นระยะเวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 19 ปี ไม่แนะนำให้ใช้เพื่อลดไข้
  2. ใช้เพื่อแก้ปวด ผู้ที่อายุมากกว่า 12 ปี ให้รับประทานครั้งละ 2 เม็ด ส่วนผู้ที่อายุ 6-12 ให้ทานเพียงแค่ ครึ่งเม็ด – 1 เม็ด เท่านั้น โดยสามารถทานซ้ำได้หากยังไม่ดีขึ้น โดยเว้นระยะเวลา 4-6 ชั่วโมง
  3. ใช้เพื่อแก้อักเสบ ผู้ใหญ่ ให้ใช้วันละ 3-6 กรัม / วัน โดยให้แบ่งรับประทาน 3-4 ครั้ง
  4. ใช้เพื่อป้องกันลิ่มเลือดในหลอดเลือดสมองและหัวใจ ผู้ใหญ่ ให้ใช้ครั้งละ 75-325 มก. วันละครั้งหลังอาหารเช้าเป็นประจำทุกวัน

ข้อควรระวังในการใช้แอสไพริน

  1. แอสไพริน เป็นยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด จึงทำให้เลือดออกง่าย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงใช้ยาตัวนี้กับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออก เช่น ผู้ที่เป็นไข้เลือดออก ผู้ที่เป็นโรคเลือดต่างๆ ผู้ที่ผ่าตัด ผู้ที่ถอนฟัน ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  2. ควรรับประทาน “แอสไพริน” หลังอาหารหรือรับประทานพร้อมนม และควรดื่มน้ำตามมากๆ เนื่องจากยามีฤทธิ์ที่ทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลเพ็ปติก กระเพาะอาหารอักเสบ คลื่นไส้อาเจียน โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้อาเจียนจะพบได้บ่อยในหมู่กลุ่มผู้ใช้ยา “แอสไพริน”
  3. ยาแอสไพริน อาจทำให้เกิดอาการแพ้ หรือ ทำให้โรคภูมิแพ้กำเริบ หรือ ทำให้ช็อกได้
  4. การใช้ยาในขนาดสูง อาจทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย โดยเฉพาะกับเด็ก และอาจทำให้หูอื้อได้
  5. ควรหลีกเลี่ยงใช้ร่วมกับยาแก้อักเสบชนิดอื่นๆ และแอลกอฮอล์ เพราะอาจจะทำให้เสริมฤทธิ์ที่ทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารมากขึ้นได้
  6. ไม่ควรใช้ร่วมกับยามเม็ดรักษาเบาหวาน และสารกันลิ่มเลือดอื่นๆ เช่น เฮพาริน วาร์ฟาริน เพราะจะทำให้สารเหล่านี้ออกฤทธิ์แรงมากขึ้นจนอาจทำให้เกิดอันตรายได้
  7. หลีกเลี่ยงการใช้ “แอสไพริน” ในผู้ป่วยโรคเกาต์ เพราะอาจทำให้โรคเกาต์กำเริบได้

ข้อห้ามในการใช้ยาแอสไพริน

ข้อห้ามดังต่อนี้ เป็นการพูดถึงผู้ป่วยหรือบุคคลต้องห้ามในการใช้ “แอสไพริน” เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ค่อนข้างอันตรายได้ ดังนั้นผู้ป่วยหรือบุคคลต่อไปนี้ จึงไม่ควรใช้ยานี้เป็นอันขาด

  1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคแผลเพ็ปติก หรือเคยมีประวัติเลือดออกในกระเพาะอาหาร
  2. ผู้ที่มีประวัติการแพ้ยาชนิดนี้ หรือ ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์อื่นๆ
  3. ผู้ป่วยโรคหืด ลมพิษ ภูมิแพ้ ที่เคยมีอาการแพ้หรือกำเริบเมื่อใช้ “ยาแอสไพริน”
  4. ผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือ เป็นโรคเกี่ยวกับเลือดอื่นๆ
  5. ไม่ควรใช้กับเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี และไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 19 ปี ที่เป็นโรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส หัด คางทูม เป็นต้น เพราะอาจทำให้เกิดภาวะที่เป็นอันตรายได้
  6. สตรีที่ตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้ตกเลือดได้ง่าย และอาจทำให้ทารกมีภาวะเลือดออกง่ายได้เช่นกัน อีกทั้งยังอาจทำให้คลอดได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ “ยาแอสไพรินในช่องก่อนคลอด 1-2 สัปดาห์”

แอสไพริน (Aspirin) เป็นยาที่มีสรรพคุณเพื่อลดไข้แก้ปวดเหมือนกับยาชนิดอื่นๆ ในกลุ่มยาแก้ปวดลดไข้ก็จริง แต่การใช้ “แอสไพริน” ก็ยังมีข้อควรระวังและข้อห้ามในการใช้ยาอยู่เช่นกัน ดังนั้นผู้ที่จะใช้ยาชนิดนี้ ควรปรึกษาแพทย์ หรือศึกษาคู่มือการใช้ยาและรายละเอียดต่างๆ ในการใช้ให้ดี

โปรตีน ! ประโยชน์ของโปรตีนและข้อควรรู้

โปรตีน

โปรตีน คือ สารอาหารประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์เป็นอย่างมากเช่นเดียวกับสารอาหารอื่นๆ ซึ่งถ้าจะให้เรียงลำดับความสำคัญของสารอาหารต่างๆ ที่สำคัญและมีจำเป็นต่อร่างกายแล้วแล้วละก็ โปรตีนก็ถือได้ว่าเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญไม่แพ้สารอาหารอื่นๆ เลยทีเดียว และโปรตีนก็เป็นสารอาหารที่ร่างกายจะขาดเสียมิได้ ไม่เพียงเท่านั้น โปรตีนยังถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อต่างๆ ในร่างกาย และโปรตีนก็สามารถหาได้ไม่ยากจากอาหารที่เรารับประทาน

อ่านเพิ่มเติม

คาร์โบไฮเดรต ! ประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรตและข้อควรรู้

คาร์โบไฮเดรต

คาร์โบไฮเดรต คือ สารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายของมนุษย์เป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าจะบอกว่าเป็นสารอาหารหลักของร่างกาย ก็คงไม่ใช่เป็นการกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด เพราะในบรรดาสารอาหารที่มนุษย์บริโภคเข้าไปทั้งหมดนั้น คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารที่เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่คอยให้พลังงานเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนร่างกาย ดังนั้นหากร่างกายขาดซึ่งคาร์โบไฮเดรต ก็เปรียบเสมือนกับรถยนต์ที่ไม่สามารถขับเคลื่อนได้เพราะขาดเชื้อเพลิงนั้นเอง

อ่านเพิ่มเติม