โปลิโอ (Poliomyelitis) สาเหตุและอาการของโรคโปลิโอ

โปลิโอ (Poliomyelitis) เป็นโรคทางระบบประสาทและสมอง “โรคโปลิโอ” เป็นโรคที่พบได้มากในเด็กส่วนผู้ใหญ่นั้นพบได้น้อยมาก เป็นโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบของประสาทและไขสันหลัง ซึ่งเป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อแขนขาลีบและในที่สุดก็จะพิการไปตลอดชีวิต ปัจจุบัน “โรคโปลิโอ” นั้นพบได้ค่อนข้างน้อยมากเมื่อเทียบกับในอดีต เนื่องจากมีการให้ความรู้และรณรงค์ให้รับ “วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ” ได้อย่างทั่วถึง

สาเหตุและอาการของ “โรคโปลิโอ”

โปลิโอ เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า “Polio Virus” ซึ่งเชื้อนี้ได้ปนเปื้อนอยู่กับอาหารและน้ำดื่ม เมื่อรับประทานเข้าไปเชื้อจะผ่านเข้าไปอยู่ที่บริเวณคอหอย จากนั้นเชื้อจะแบ่งตัวที่บริเวณเนื้อเยื้อตรงคอหอย หลังจากนั้นเชื้อก็จะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดแล้วจึงไปสู่สมองและไขสันหลังซึ่งเป็นส่วนที่คอยบังคับการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยเชื้อจะเริ่มฟักตัวเมื่อผ่านไป 3-35 วัน แต่ก็พบได้บ่อยเช่นกันว่าเชื้อจะเริ่มฟักตัวภายใน 6-20 วัน “ผู้ติดเชื้อโปลิโอส่วนใหญ่” ร้อยละ 90 จะไม่แสดงอาการของโรคเลยแม้แต่น้อย และมีเพียงไม่ถึงร้อยละ 10 ที่อาจจะแสดงอาการของโรคออกมา โดยอาการที่อาจเกิดขึ้นก็เป็นเหมือนอาการคนป่วยทั่วๆ คือ มีอาการไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ คลื่นไส้อาเจียน และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะแสดงการของการอักเสบทางสมองและไขสันหลังจนทำให้แขนขาเริ่มเป็นอัมพาต

อาการของผู้ป่วย “โรคโปลิโอ”

อาการของผู้เป็นโรคโปลิโอ จะมีอาการของโรคคล้ายกับเป็นไข้หวัดดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น แต่เมื่อโรคเริ่มแสดงอาการชัดเจน ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้สูงผิดปกติ อาจมีอาการท้องอืด ท้องเดินหรือท้องผูกด้วย และต่อมาก็จะเริ่มมีอาการคอแข็ง หลังแข็ง เจ็บปวดกล้ามเนื้อ แขนขาเริ่มอ่อนแรง ในบางรายอาจมีอาการดังกล่าวแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นในขณะที่ไข้ขึ้นสูง และถ้าหากมีอาการรุนแรงมาก ก็อาจจะทำให้แขนขาทั้งหมดและกล้ามเนื้อหัวใจเป็นอัมพาตไปด้วย ซึ่งถ้าเกิดอาการดังกล่าวก็จะทำให้ผู้ป่วยหายใจไม่ออกและมีโอกาสทำให้เสียชีวิตได้

การรักษาและการป้องกัน “โรคโปลิโอ”

ในกรณีที่มีการพบว่ามีผู้ป่วยที่มีอาการแขนขาอ่อนแรง ให้ญาติหรือผู้พบเห็นรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที เพราะยังอาจจะช่วยเยี่ยวยาและลดอาการของโรคได้ ซึ่งในระยะยาวก็อาจทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาเป็นปกติได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง โดยเฉพาะกับป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ก็จะมีโอกาสกลับมาเป็นปกติได้ค่อนข้างมาก ส่วนวิธีการในการดูแลรักษาผู้ป่วยก็จะเป็นการดูแลตามอาการของผู้ป่วย หลังจากนั้นแพทย์ก็จะให้คำแนะนำสำหรับรักษาและการบำบัดผู้ป่วยให้ญาติได้นำไปปฏิบัติ และควรจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

สำหรับการป้องกันโรคโปลิโอ ในปัจจุบันได้มีการค้นพบและผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคแล้ว อีกทั้งยังมีการรณรงค์ให้รับวัคซีนป้องกันโรคโปลิโออย่างทั่วถึง ในการให้วัคซีนนั้นสามารถทำได้โดยให้พ่อแม่ผู้ปกครองพาบุตรหลานของท่านไปยังโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยใกล้บ้านเพื่อรับวัคซีน โดยในการรับวัคซีนนั้นจะต้องได้รับครั้งแรกตอนที่เด็กมีอายุได้ 2 เดือน ครั้งที่สอง ตอนอายุ 4 เดือน และครั้งที่ 3 ตอนอายุ 6 เดือน และเมื่อเด็กโตขึ้นก็จะมีการให้วัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคอีก 2 ครั้ง ในตอนที่เด็กมีอายุ 1 ปี และ 4 ปี ตามลำดับ ซึ่งหากเกินกำหนดช่วงเวลาที่เด็กจะต้องได้รับวัคซีน ก็ให้รีบพาเด็กไปให้วัคซีนโดยเร็วที่สุด เพราะถึงแม้ว่าจะเกินกำหนดเวลาแต่ก็ยังสามารถที่ให้วัคซีนได้อยู่

โปลิโอ เป็นโรคที่น่ากลัวและรุนแรงก็จริงอยู่ แต่ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองให้ความใส่ใจ บุตรหลานของท่านก็จะห่างไกลจาก “โรคโปลิโอ” ได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเมื่อเด็กมีอายุครบตามกำหนดที่จะต้องรับวัคซีน พ่อแม่ผู้ปกครองควรตรวจสอบว่า บุตรหลานของท่าน ได้รับ “วัคซีนโรคโปลิโอ” แล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ได้รับหรือได้รับแล้วแต่ยังไม่ครบ ก็ควรรีบพาบุตรหลานของท่านไปรับวัคซีน (โปลิโอ) ที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยโดยด่วน อย่าปล่อยปละละเลยต่อบุตรหลานของท่านเป็นอันขาด